จากภาคสนามถึงงานตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อความ “เป็นกลาง” ไม่ใช่ “ข้ออ้าง” ให้ทำร้ายกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวหญิงถูกกล่าวหาว่า “ไม่เป็นกลาง” เพียงเพราะเข้าไปห้ามความรุนแรงหน้า สน.ทองหล่อ คำถามเดียวกันนี้ก็สะท้อนกลับมาที่งานตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่นกัน เพราะการฟันธงว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ก็มักถูกตีตราว่าเลือกข้างไม่ต่างกัน ทั้งที่ทั้งสองกรณีคือการทำหน้าที่ป้องกันความเสียหาย ไม่ใช่การแสดงจุดยืนทางการเมือง
เหตุการณ์เผชิญหน้าและกระทบกระทั่งกันระหว่างนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม อดีตทนายความ กับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง บริเวณหน้า สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นข่าวความขัดแย้งระหว่างบุคคลแล้ว ยังปรากฏรายละเอียดสำคัญที่ควรค่าแก่การขบคิดในทางวิชาชีพสื่อ นั่นคือผู้สื่อข่าวหญิงของสถานีโทรทัศน์พีพีทีวีที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เข้าไปห้ามปรามเพื่อไม่ให้เกิดการทำร้ายร่างกายเพิ่มเติม และถูกผู้ก่อเหตุตอบโต้ด้วยข้อกล่าวหาว่า “ไม่เป็นกลาง”
ต่อมาพีพีทีวีออกแถลงการณ์ยืนยันว่าการกระทำของผู้สื่อข่าวหญิงรายดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งในบทบาทสื่อมวลชนและในฐานะเพื่อนมนุษย์ พร้อมระบุว่าการใช้ข้อกล่าวหาเรื่องความเป็นกลางเพื่อเปิดทางให้การทำร้ายผู้อื่นดูชอบธรรม เป็นพฤติกรรมที่สมควรถูกประณาม จุดยืนนี้สอดคล้องกับหลักการที่ยึดถือกันในวงวิชาชีพสื่อทั่วโลกว่า ความเป็นกลางไม่เคยหมายถึงการวางเฉยต่ออันตรายที่เกิดขึ้นตรงหน้า
เหตุการณ์ทองหล่อ และข้อกล่าวหาเรื่อง “ความเป็นกลาง”
คำถามที่ตามมาจากเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องพฤติกรรมของคู่กรณี แต่คือคำถามที่ลึกไปกว่านั้น คือความเป็นกลางของสื่อมวลชนควรมีความหมายอย่างไร ในสถานการณ์ที่ต่างไปจากการนำเสนอข่าวตามปกติ หลักความเป็นกลางถูกวางไว้เพื่อรองรับข้อถกเถียงที่มีเหตุผลรองรับทั้งสองด้าน ไม่ใช่เพื่อบังคับให้สื่อต้องวางตัวเป็นกลางระหว่างความรุนแรงกับการไม่ใช้ความรุนแรง เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเป็นอันตรายทางกายภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้า การเข้าไปยับยั้งจึงไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการป้องกันความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการแสดงจุดยืนทางการเมือง
4 ก.ย. 69 ที่ สน.ทองหล่อ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผลัก นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตกจักรยานล้มบาดเจ็บต่อหน้าสื่อและตำรวจ ผู้สื่อข่าว PPTV เข้าไปห้าม
ตรรกะเดียวกันในสนามตรวจสอบข้อเท็จจริง
ประเด็นนี้จริง ๆ แล้วมีความหมายมากกว่าข่าวที่เห็น เพราะตรรกะแบบเดียวกันนี้มักถูกนำมาใช้โจมตีสื่อในอีกสนามหนึ่งอยู่เสมอ นั่นคืองานตรวจสอบข้อเท็จจริง ทุกครั้งที่หน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงออกมาบอกว่า ข้อมูลชิ้นหนึ่งเป็นเท็จ หรือคำกล่าวอ้างไม่มีหลักฐานรองรับ สิ่งที่ตามมาหลายครั้งกลับไม่ใช่การเอาข้อเท็จจริงหรือหลักฐานใหม่มาโต้แย้ง แต่เป็นการตั้งคำถามว่า ทีมตรวจสอบไม่เป็นกลางหรือมีธงอยู่แล้ว ทั้งที่หลักการของงานตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ได้ดูว่า ข้อมูลนั้นมาจากฝ่ายไหน แต่ดูว่ามีหลักฐานอะไรยืนยันได้บ้าง อะไรจริงก็คือจริง อะไรเท็จก็คือเท็จตามหลักฐาน
เพราะข้อเท็จจริงกับข้อมูลเท็จ ไม่ใช่สองฝ่ายของเรื่องเดียวกันที่เราต้องให้น้ำหนักเท่ากัน เช่นเดียวกับความรุนแรงกับการไม่ใช้ความรุนแรง ก็ไม่ใช่จุดยืนสองฝ่ายที่สื่อต้องยืนอยู่ตรงกลางแล้วบอกว่า “ขอเป็นกลาง” ดังนั้นการบอกว่าข้อมูลไหนเป็นเท็จ โดยมีหลักฐานรองรับ จึงไม่ใช่การเลือกข้างทางการเมือง แต่เป็นการทำหน้าที่ของสื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลเท็จสร้างความเสียหายต่อสังคม ไม่ต่างจากการที่เราเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นตรงหน้า แล้วเข้าไปห้าม

ขอบเขตที่งานตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องรักษาไว้
อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่แบบนี้ก็ต้องทำอย่างรอบคอบ และต้องมีขอบเขตที่ชัดเจนด้วย การจะบอกว่าข้อมูลไหนเป็นเท็จ เราต้องมีหลักฐานมากพอ ไม่ใช่เห็นข้อความอะไรที่ดูน่าสงสัยแล้วรีบตัดสินทันที สิ่งสำคัญที่ Thai PBS Verify ยึดมาตลอด คือต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือเรื่องที่ยังตรวจสอบไม่ได้ กับอะไรที่มีหลักฐานชัดเจนแล้ว และเวลาจะเลือกว่าจะตรวจสอบเรื่องไหนก่อนหรือหลัง ก็ดูว่าเรื่องนั้นส่งผลกระทบต่อคนมากแค่ไหน และกำลังแพร่กระจายไปไกลแค่ไหน โดยต้องไม่ปล่อยให้อคติทางการเมืองของคนตรวจสอบเข้ามามีส่วนในการตัดสิน เพราะถ้ากระบวนการตรวจสอบเองถูกมองว่ามีอคติ ความน่าเชื่อถือของงาน Fact Check ก็จะถูกตั้งคำถามไปด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ได้จากเหตุการณ์ที่หน้า สน.ทองหล่อนี้ ไม่ควรมีแค่เรื่องการปกป้องผู้สื่อข่าวภาคสนามที่กำลังทำหน้าที่อย่างกล้าหาญเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้กลับมาทบทวนว่า การทำงานของสื่อควรยืนอยู่บนหลักการอะไร เพราะคำว่า “ความเป็นกลาง” ไม่ควรถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกดดันหรือหยุดการทำหน้าที่
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำข่าวในภาคสนาม หรือการตรวจสอบข้อเท็จจริง สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่อย่างรอบคอบ ยึดหลักฐาน และรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคม เพราะความน่าเชื่อถือของสื่อ ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกคนเห็นตรงกัน แต่เกิดจากการที่คนทำงานสามารถอธิบายได้ว่า สิ่งที่นำเสนอมีที่มาอย่างไร และยืนอยู่บนหลักอะไร











