ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
“ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ส่งผลให้ “แพลงก์ตอนพืช” ในแปซิฟิกลดลง
สิ่งแวดล้อม

“ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ส่งผลให้ “แพลงก์ตอนพืช” ในแปซิฟิกลดลง

Thai PBS Sci & Tech28 ส.ค. 695 นาที28 ส.ค. 69

ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2026 ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ได้เริ่มต้นขึ้น ข้อมูลจากดาวเทียมขององค์การนาซา (NASA) ได้เผยให้เห็นถึงผลกระทบทางนิเวศวิทยาที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

ขนาดตัวอักษร

ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2026 ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ได้เริ่มต้นขึ้น ข้อมูลจากดาวเทียมขององค์การนาซา (NASA) ได้เผยให้เห็นถึงผลกระทบทางนิเวศวิทยาที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านความอุดมสมบูรณ์ จากการพบปริมาณคลอโรฟิลล์ในมหาสมุทรแปซิฟิกมีปริมาณที่ลดลง เป็นไปได้ว่าแพลงก์ตอนพืชอันเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่ในช่วงถดถอย

ปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นความแปรปรวนของระบบภูมิอากาศที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ลักษณะสำคัญคืออุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรจะอุ่นกว่าปกติ ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการไหลเวียนของชั้นบรรยากาศและกระแสน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก

ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ ลมค้า (trade wind) แถบเส้นศูนย์สูตรที่พัดมาจากทิศตะวันออกจะอ่อนกำลังลง ส่งผลให้ชั้นน้ำอุ่นที่ผิวมหาสมุทรขยายตัวลึกลงไป สภาวะเช่นนี้จะไปยับยั้งปรากฏการณ์น้ำผุด (upwelling) หรือกระบวนการพัดพาน้ำเย็นที่อุดมไปด้วยสารอาหารจากก้นทะเลขึ้นมาสู่ผิวน้ำ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหล่อเลี้ยงการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช

ผลกระทบต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร

ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสายใยอาหารในทะเลอย่างชัดเจน ข้อมูลจากอุปกรณ์ OCI (Ocean Color Instrument) บนดาวเทียม PACE (Plankton, Aerosol, Cloud, ocean Ecosystem) ของนาซาแสดงให้เห็นว่า ความเข้มข้นของคลอโรฟิลล์เอ (chlorophyll-a) ซึ่งเป็นรงควัตถุที่พบในแพลงก์ตอนพืช ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง บริเวณเส้นศูนย์สูตรทางตอนเหนือของนิวซีแลนด์

การลดลงของแพลงก์ตอนพืชส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เนื่องจากแพลงก์ตอนพืชทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อาหาร เมื่อปริมาณอาหารที่ฐานรากของพีระมิดอาหารลดลง แพลงก์ตอนสัตว์ ปลา นกทะเล และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่อยู่บนยอดพีระมิดอาหารย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพนี้คือในประเทศเปรู ซึ่งเป็นแหล่งทำประมงปลาแอนโชวีที่สำคัญ ในปี 2026 กระทรวงการผลิตของเปรูได้ประกาศระงับการทำประมงหลายครั้ง เพื่อบริหารจัดการและปกป้องทรัพยากรประมงหลักของประเทศในช่วงที่จำนวนปลาลดลง นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบเห็นนกกระทุงเข้ามาหาอาหารตามท่าเรือและเขตเมือง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการขาดแคลนอาหารในแหล่งธรรมชาติ

นักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญนี้จะทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงช่วงสิ้นปี 2026 และมีโอกาสถึง 97% ที่จะลากยาวไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือในปี 2027

ภาพเปรียบเทียบปริมาณของคลอโรฟิลด์ในมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 กับ 2026 ภาพจาก NASA

ธรรมชาติจะฟื้นตัวกลับมา

แม้ระบบนิเวศจะได้รับผลกระทบในระหว่างที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าธรรมชาติมีวัฏจักรในการฟื้นฟูตัวเอง เมื่อผ่านพ้นช่วงเอลนีโญไปแล้ว อาจเกิดสิ่งที่เรียกว่า "การฟื้นตัวของคลอโรฟิลล์ (chlorophyll rebound)" ซึ่งความเข้มข้นของแพลงก์ตอนพืชจะกลับมาสูงกว่าปกติในพื้นที่แปซิฟิกเขตเส้นศูนย์สูตร

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การฟื้นตัวดังกล่าวอาจได้รับปัจจัยหนุนจากความเข้มข้นของธาตุเหล็กที่พัดพามากับกระแสน้ำในมหาสมุทร รวมถึงฝุ่นละอองจากพื้นทวีปที่แห้งแล้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ซึ่งคอยป้อนแร่ธาตุที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต การฟื้นตัวนี้สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) ตามมาเสมอไป อย่างไรก็ตาม หากเกิดลานีญาที่มีกำลังแรง ดังเช่นช่วงปี 1998–1999 ก็จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ประชากรแพลงก์ตอนพืชและสัตว์ทะเลเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล

แม้ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาจะเป็นวัฏจักรของโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ก็สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของมนุษย์อยู่ไม่น้อย ทั้งการที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ไปจนถึงภาวะภัยแล้งหรือน้ำท่วมฉับพลันซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น ทำให้นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องทำการศึกษาสภาพแวดล้อมของโลกด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้นเพื่อเรียนรู้และเตรียมรับมือกับภัยเหล่านี้ที่จะเกิดมากขึ้นในอนาคต

การศึกษาปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2026 มีความละเอียดแม่นยำขึ้นอย่างมาก ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใหม่ล่าสุดอย่างดาวเทียม PACE ที่ส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ทำให้เหตุการณ์นี้เป็นเอลนีโญรอบแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถรวบรวมข้อมูลด้วยการวัดสเปกตรัมความละเอียดสูง (hyperspectral) ครอบคลุมทั่วโลกได้เกือบทุกวัน

เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักวิจัยประเมินการตอบสนองของกลุ่มแพลงก์ตอนพืชต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลได้ลึกซึ้งขึ้น แต่เซนเซอร์ของ PACE ยังสามารถวัดองค์ประกอบของรงควัตถุของพืชบก รวมถึงปริมาณเมฆและละอองลอยในชั้นบรรยากาศได้อีกด้วย ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ทำความเข้าใจผลกระทบของเอลนีโญที่มีต่อระบบนิเวศทั้งโลกได้อย่างรอบด้าน และนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต


เรียบเรียงโดย จิรสิน อัศวกุล
พิสูจน์อักษร ศุภกิจ พัฒนพิฑูรย์


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  


ที่มาข้อมูล : NASA


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

เหตุใดคนหันมานิยมสวมใส่สมาร์ตแบนด์ที่ไม่มีหน้าจอกันมากขึ้นเทคโนโลยี

เหตุใดคนหันมานิยมสวมใส่สมาร์ตแบนด์ที่ไม่มีหน้าจอกันมากขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา กระแสของสมาร์ตแบนด์ (smartband) ที่ไม่มีหน้าจอได้รับความนิยมมากขึ้น แม้กระทั่งแบรนด์ระดับโลกอย่าง Google และ Garmin ยังหันวงมาร่วมลงทุนและทำการตลาดอุปกรณ์ประเภทนี้ นำมาสู่คำถามถึงสมาร์ตแบนด์ว่าเหตุใดจึงกลายเป็นกระแสไม่แพ้นาฬิกาอัจฉริยะ

05 ก.ย. 69|4 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ผลักดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! “ยศชนัน” ชี้ไทยทะยานสู่ Global Space Supply Chainอวกาศ

ผลักดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! “ยศชนัน” ชี้ไทยทะยานสู่ Global Space Supply Chain

อว.-GISTDA ดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ชี้อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ โชว์ THEOS-3 ทะลุเป้า Local Content ทะยานสู่ Global Space Supply Chain โดยจะมีความน่าสนใจอย่างไร ตามมาอ่านกันได้เลย

04 ก.ย. 69|19 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
นักวิทย์รู้ได้ไง? ว่า “ไดโนเสาร์” มีหน้าตาเป็นแบบไหนวิทยาศาสตร์

นักวิทย์รู้ได้ไง? ว่า “ไดโนเสาร์” มีหน้าตาเป็นแบบไหน

เคยสงสัยไหม? ในเมื่อสิ่งที่พบเจอมีเพียงเพียงกระดูกไดโนเสาร์ซึ่งกลายเป็นฟอสซิล แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารูปร่างหน้าตาภายนอกของไดโนเสาร์เป็นอย่างไร Thai PBS Sci & Tech พาไปหาคำตอบ

04 ก.ย. 69|21 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
    “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ส่งผลให้ “แพลงก์ตอนพืช” ในแปซิฟิกลดลง | Thai PBS Sci & Tech