ไม่มีจอแล้วดีกว่าตรงไหน
หาว่ากันด้วยเทคโนโลยีวันนี้แล้วการมีจอและไม่มีจอไม่ได้ต่างกันในเชิงของเทคโนโลยี เซนเซอร์ที่ใช้ในการตรวจวัดของสมาร์ตแบนด์และนาฬิกาอัจฉริยะในทุกวันนี้แทบไม่ต่างกัน
อุปกรณ์เหล่านี้ใช้อุปกรณ์การวัดพื้นฐานแบบเดียวกันแทบทั้งหมด นั่นคือ เซนเซอร์วัดแสง (photoplethysmography หรือ PPG) สำหรับวัดชีพจรและออกซิเจนในเลือด ผ่านการสะท้อนของแสงบนหลอดเลือดฝอย ร่วมกับเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว (accelerometer) ซึ่งในเชิงวิศวกรรม ชิ้นส่วนเหล่านี้มีความอิ่มตัวในเชิงเทคโนโลยีแล้ว ความแม่นยำในการเก็บข้อมูลดิบ (raw data) ของอุปกรณ์ราคาพันต้น ๆ กับของราคาหลักหมื่น แทบไม่ได้หนีกัน
แล้วอะไรทำให้คนหันมาสวมใส่สมาร์ตแบนด์กันมากขึ้น
สิ่งนี้คงหนีไม่พ้นปรากฏการณ์ของ Whoop ซึ่งมีการตลาดที่น่าสนใจ เพราะ Whoop ในช่วงแรกไม่ได้เลือกขายสมาร์ตแบนด์นี้แบบทั่วไป แต่เป็นการแจกให้กับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งและเก็บค่าใช้บริการซอฟต์แวร์แบบรายเดือนแทน ซึ่งค่าใช้จ่ายโดยรวมถือว่าสูงมากหรือตกปีละเกือบหมื่นบาท
การตั้งกำแพงราคานี้ทำให้เกิดความรู้สึกพิเศษเหนือระดับ (exclusivity) คัดกรองผู้ใช้ระดับหนึ่ง คนที่ยอมจ่ายรายปีทุก ๆ ปีเพื่อดูข้อมูลสุขภาพเชิงลึก แสดงถึงสถานะทางการเงินและไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจในดูแลตนเอง
ภาพลักษณ์ของ Whoop นั้นมักติดกับเหล่าคนดังหรือมหาเศรษฐี เพราะคนกลุ่มนี้มักจะชอบใส่นาฬิกากลไกหรู ๆ อย่าง Rolex, Patek Philippe หรือ Audemars Piguet การจะให้ถอดนาฬิกาหลักล้านมาใส่นาฬิกาอัจฉริยะมีหน้าจอก็เสียดาย หรือจะใส่ นาฬิกาอีกข้างก็ดูรุงรังและขัดกับชุดสูท Whoop จึงตอบโจทย์มากเพราะตัวอุปกรณ์ดูเหมือนสายรัดข้อมือธรรมดา ๆ ไม่บดบังความหรูหราของตัวเรือนและสายนาฬิกา
อีกทั้ง Whoop ยังรองรับความต้องการของผู้ใช้งานมากไปกว่า นาฬิกาอัจฉริยะทั่วไป ทางบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ในชื่อ Whoop Body ที่เป็นเสื้อผ้า บาร์ ชุดชั้นใน หรือปลอกแขนที่ออกแบบมาให้ถอดเฉพาะตัวเซนเซอร์ Whoop ไปเสียบซ่อนไว้ตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายได้ ทำให้เก็บข้อมูลได้ตลอดทั้งวันโดยที่ไม่มีใครรู้ว่ากำลังใส่อยู่ และด้วยลักษณะนี้ทำให้ Whoop กลายเป็นส่วนหนึ่งของเหล่าคนดังไปโดยที่ไม่ทำให้รู้สึกขัดเขินเหมือนกับการใส่นาฬิกาอัจฉริยะที่มองเห็นชัดและกลายเป็นที่พูดถึงของสื่ออยู่ตลอดเวลา
เหนือไปกว่านั้น Whoop เองยังทำการตลาดกับกลุ่มบุคคลระดับต้น ๆ ของโลก เช่น นักแข่ง F1 โปรกอล์ฟระดับโลก นักบาส NBA นักสกีโอลิมปิก รวมถึง CEO ในซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งหลายคนก็เป็นนักลงทุนของ Whoop เองด้วย เมื่อคนระดับดังเหล่านี้สวมใส่ จึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของ Whoop หรือสมาร์ตแบนด์ให้ดูกลายเป็นของหรูหราสำหรับผู้มีอิสรภาพทางการเงินที่มีความต้องการในการดูแลสุขภาพ
แต่หากว่ากันตามตรง มุมมองของ Whoop ก็กลายเป็นสิ่งที่คนในยุคนี้ต่างต้องการไปเสียแล้ว เพราะในอดีตก่อนหน้านี้ หากเราต้องการที่จะสวมใส่นาฬิกาอัจฉริยะเพื่อการตรวจวัดค่าทางสุขภาพแล้ว การสวมใส่นาฬิกาหรูอีกเรือนย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไปในทันที เพราะการใส่นาฬิกาสองเรือนเป็นสิ่งที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ สมาร์ตแบนด์ที่ไม่มีหน้าจอจึงกลายเป็นสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างส่วนนี้ได้พอดี

นอกจากนี้สมาร์ตแบนด์เองก็ตัดความน่ารำคาญหลายอย่างของนาฬิกาอัจฉริยะไปได้มาก เพราะอุปกรณ์ประเภทนี้ได้กลายเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องที่สองที่คอยส่งแจ้งเตือนตลอดเวลา จนหลายคนรู้สึกเหนื่อยล้าจากโลกดิจิทัล (digital fatigue) สายรัดแบบไร้หน้าจอเกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้ คือ เก็บข้อมูลเงียบ ๆ แต่ไม่กวนใจ ผู้สวมใส่สามารถออกไปใช้ชีวิตและออกกำลังกายได้ตามปกติ ส่วนข้อมูลค่อยไปเปิดดูวิเคราะห์เชิงลึกในแอปบนมือถือแทน ไม่ต้องมานั่งพะวงกับหน้าจอจิ๋วของนาฬิกาอัจฉริยะ
สมาร์ตแบนด์จึงกำลังกลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคใหม่ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายและความน่าเบื่อของ นาฬิกาอัจฉริยะมาใช้งานอุปกรณ์ที่สามารถทำงานพื้นหลังเงียบ ๆ แค่ทำหน้าที่คอยติดตามและตรวจวัดสุขภาพ และใส่ได้ในทุกโอกาสและไม่ขัดเขิน บริษัทผู้ผลิตนาฬิกาอัจฉริยะ หลาย ๆ เจ้าจึงเริ่มหันมาผลิตสมาร์ตแบนด์เพื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่กันมากขึ้นด้วย เช่น Google เพิ่งเปิดตัว Fitbit Air ด้าน Garmin เพิ่งเปิดตัว Garmin CIRQA ซึ่งมีจุดขายที่จ่ายครั้งเดียวจบไม่ต้องเสียค่าใช้บริการแบบรายเดือนเหมือนกับ Whoop แต่ได้ข้อมูลครบทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ บันทึกค่าการนอน ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (heart rate variability หรือ HRV) ซึ่งใช้บ่งชี้ค่าความผ่อนคลาย และการประมวลผลข้อมูลดิบต่าง ๆ ออกมาเป็นค่าพลังงานของร่างกายในทำกิจกรรมระหว่างวัน (body battery)
อดีตก็เคยมีสมาร์ตแบนด์มาก่อน
แต่หากว่ากันตามตรง สมาร์ตแบนด์ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ เพราะเมื่อสิบปีที่แล้ว Xiaomi เองก็เปิดตัวอุปกรณ์ สมาร์ตแบนด์ออกมาเพื่อเป็นคู่แข่งกับนาฬิกาอัจฉริยะ ในเวลานั้น ออกแบบมาให้ไม่มีหน้าจอเพื่อให้ราคาถูกที่สุด ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า MiBand แต่ในรุ่นแรกกลับไม่ได้รับความนิยม และกระแสความต้องการหน้าจอของอุปกรณ์ในเวลานั้นก็ผลักดันทาง Xiaomi ให้ใส่หน้าจอเข้าไปใน สมาร์ตแบนด์ที่ไร้หน้าจอของตัวเองด้วย จนเกิดมาเป็น MiBand ในยุคถัด ๆ มาที่มีหน้าจอสีสันสดใสตามความต้องการของผู้บริโภค
นอกจากนี้ Nike และ FitBit เองก็มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นสมาร์ตแบนด์และอุปกรณ์สวมใส่ติดตามด้วยเช่นกัน เพียงแต่เหล่านี้มีราคาสูงและไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้บริโภครวมไปถึงตลาดยังไม่เข้าใจถึงอุปกรณ์ที่มาก่อนกาลเหล่านี้ ในยุคนั้นจึงเป็นสิ่งของราคาแพงที่ไม่ได้มีความต้องการในหมู่มาก
จะเห็นได้ว่า ความนิยมของสมาร์ตแบนด์ไร้หน้าจอที่กลับมาอีกครั้ง เกิดจากความถึงพร้อมทางเทคโนโลยี ผสานเข้ากับการตลาดและเรื่องเล่า (storytelling) จากแบรนด์ผู้นำ รวมถึงความอิ่มตัวของตลาดนาฬิกาอัจฉริยะในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มเบื่อหน่ายและต้องการหนีห่างจากหน้าจอแจ้งเตือน สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นโอกาสใหม่ที่ทำให้อุปกรณ์รูปแบบเดิม กลับมาได้รับการพูดถึงและเป็นที่ต้องการอีกครั้ง
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



