รู้ทันกันได้ : เช็ก พยาธิใบไม้ตับ ตรวจเร็ว รักษาไว รอดจากมะเร็งท่อน้ำดี
การตรวจสุขภาพประจำปีส่วนใหญ่มักเน้นเรื่องความดัน หัวใจ และปอด แต่สำหรับคนไทยหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำที่มีวิถีการกินปลาน้ำจืดดิบ ยังมีภัยสุขภาพอีกอย่างที่ถูกเตือนกันมานานแต่มักถูกมองข้าม นั่นคือ พยาธิใบไม้ในตับ ปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยทำให้การคัดกรองทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่สาเหตุ อันตราย ไปจนถึงวิธีตรวจและป้องกัน
พยาธิใบไม้ในตับคืออะไร และเกิดจากอะไร
หลายคนคุ้นเคยกับการซื้อยาถ่ายพยาธิประจำปีเพื่อกำจัดพยาธิตัวแบน ตัวตืด หรือตัวกลม แต่ พยาธิใบไม้ ในตับเป็นพยาธิคนละชนิดกัน โดยเป็นพยาธิที่มีความชุกในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา บางส่วนของเมียนมา และจีนตอนใต้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่อาจเป็นคนละสายพันธุ์กัน
ต้นตอสำคัญมาจากพฤติกรรมการกินอาหารดิบ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด ธรรมชาติของพยาธิชนิดนี้ต่างจากพยาธิทั่วไป เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกายคนแล้วจะมุดเข้าไปอยู่ที่ท่อน้ำดีบริเวณตับ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงในระยะยาว
วงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ จากไข่สู่ปลาน้ำจืดดิบ
การจะเข้าใจว่าทำไมพยาธิชนิดนี้ถึงยังพบได้ ต้องเข้าใจวงจรของมันก่อน วงจรชีวิตของ พยาธิใบไม้ ในตับเริ่มจากคนที่ติดพยาธิอยู่เดิม เมื่อไข่พยาธิหลุดออกไปพร้อมอุจจาระ หากมีการถ่ายเรี่ยราด หรือรถดูดส้วมนำไปทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง ไข่พยาธิก็จะเข้าไปเจริญในหอย
จากนั้นในหอยจะพัฒนากลายเป็นตัวอ่อนระยะที่ติดต่อได้ แล้วเข้าไปอยู่ในปลาน้ำจืด ซึ่งปลาที่มักพบพยาธิมากมักเป็นปลามีเกล็ด เมื่อคนนำปลาเหล่านี้มากินดิบ หรือทำเป็นปลาร้าที่ไม่ถูกวิธี ตัวอ่อนพยาธิก็จะเข้าสู่ร่างกาย เข้าไปฝังตัวอักเสบอยู่ที่ท่อน้ำดี กลายเป็นวงจรที่วนกลับมาซ้ำได้เรื่อย ๆ
พยาธิใบไม้ในตับ อันตรายอย่างไร ทำไมเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี
สิ่งที่ทำให้ พยาธิใบไม้ ในตับน่ากลัวกว่าที่คิด ไม่ใช่ตัวการติดเชื้อในทันที แต่คือผลระยะยาว เมื่อพยาธิเข้าไปอยู่ในท่อน้ำดีจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และหากติดต่อกันยาวนานราว 10 - 30 ปี ก็สามารถนำไปสู่ มะเร็งท่อน้ำดี ได้
ที่สำคัญคือองค์การอนามัยโลกจัดให้การติดพยาธิใบไม้ในตับเป็นสาเหตุของมะเร็งกลุ่มที่หนึ่ง ซึ่งหมายถึงมีหลักฐานความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งอย่างชัดเจน จึงทำให้ประชากรในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมีความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วย
รู้ได้อย่างไรว่าติดพยาธิใบไม้ และทำไมการตรวจแบบเดิมจึงยุ่งยาก
ปัญหาของโรคนี้คือมักไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองติด พยาธิใบไม้ อยู่หรือไม่ วิธีมาตรฐานของกรมควบคุมโรคยังคงใช้การตรวจอุจจาระ โดยนำอุจจาระมาป้ายบนสไลด์เพื่อหาไข่พยาธิด้วยกล้องจุลทรรศน์
แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดหลายอย่าง ประการแรกในช่วง 1 - 2 สัปดาห์แรกหลังติด พยาธิยังไม่ออกไข่ ทำให้ตรวจไม่เจอ เพราะสิ่งที่ตรวจคือไข่ ไม่ใช่ตัวพยาธิโดยตรง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาวิธีตรวจที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การปั่นเข้มข้นเพื่อเพิ่มโอกาสเจอ แต่ก็ทำให้ขั้นตอนยิ่งยุ่งยาก อีกทั้งการเก็บอุจจาระมาตรวจก็เป็นเรื่องไม่สะดวกสำหรับหลายคน
ชุดตรวจพยาธิใบไม้ OV-ATK นวัตกรรมตรวจง่ายจากปัสสาวะ
ข่าวดีคืองานวิจัยของประเทศไทยได้พัฒนาชุดตรวจคัดกรอง พยาธิใบไม้ ในตับแบบรวดเร็ว หรือ OV-ATK ขึ้นมา เนื่องจากโรคนี้พบเฉพาะบางประเทศ จึงไม่มีชุดตรวจสำเร็จรูปจากทั่วโลก การที่ไทยพัฒนาได้เองจึงถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ
หลักการทำงานคล้ายกับชุดตรวจโควิด กล่าวคือไม่ได้ตรวจหาตัวพยาธิโดยตรง แต่ตรวจหาสิ่งที่เรียกว่า "แอนติเจน" ซึ่งเป็นส่วนประกอบของตัวพยาธิ เมื่อมีการติดเชื้อ แอนติเจนจะหลุดออกมาทั้งทางอุจจาระและปัสสาวะ การนำปัสสาวะมาตรวจหาแอนติเจนจึงเป็นวิธีที่สะดวก ง่าย และรวดเร็วกว่าเดิม
ในด้านความแม่นยำ ชุดตรวจนี้ผ่านการวิจัยมายาวนานและขึ้นทะเบียนกับ อย. เรียบร้อย โดยมีความไวและความจำเพาะอยู่ในระดับกว่า 90% ตามข้อมูลวิจัยที่ยื่นให้ อย. อีกทั้งยังพกพาและเคลื่อนย้ายได้สะดวก
วิธีตรวจและอ่านผลชุดตรวจพยาธิใบไม้ด้วยตัวเอง
ขั้นตอนการใช้ชุดตรวจ พยาธิใบไม้ ในตับทำได้ไม่ยาก สามารถตรวจเองหรือให้เจ้าหน้าที่ เช่น เภสัชกรหรือนักเทคนิคการแพทย์ช่วยตรวจก็ได้ โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:
- เก็บปัสสาวะใส่ถ้วยที่เตรียมไว้
- ใช้หลอดดูด ดูดปัสสาวะขึ้นมาตามขีดที่กำหนด ประมาณ 1 CC
- หมุนจุกออกแล้วหยดปัสสาวะลงในหลอดที่มีน้ำยา จากนั้นเขย่าให้เข้ากัน
- หยดตัวอย่างลงบนตลับตรวจ ประมาณ 4 หยด
- รออ่านผลประมาณ 15 นาที
การอ่านผล ให้ดูที่แถบ C (Control) ก่อน หากแถบ C ไม่ขึ้น แสดงว่าชุดตรวจมีปัญหาหรือเสื่อมสภาพ ผลตรวจใช้ไม่ได้ ต้องตรวจใหม่ แต่หากแถบ C ขึ้นแสดงว่าชุดตรวจใช้งานได้ จากนั้นดูแถบ T (Test) หากขึ้นสองขีด (C และ T) แสดงว่าน่าจะติดพยาธิใบไม้ในตับ และหากเส้นยิ่งเข้มชัดก็ยิ่งบ่งบอกว่ามีปริมาณมาก
ตรวจพบพยาธิใบไม้แล้วต้องทำอย่างไร รักษาหายได้หรือไม่
หากผลตรวจขึ้นสองขีด ไม่ต้องตกใจ เพราะการติด พยาธิใบไม้ ในตับสามารถรักษาได้ด้วยยา โดยทั่วไปกินยาเพียง 3 - 4 เม็ด ครั้งเดียวก็เพียงพอ
หลังจากรักษา ภายในประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ และไม่เกิน 4 สัปดาห์ ทั้งแอนติเจน ไข่ และตัวพยาธิจะหายไปหมด ถือเป็นข้อดีที่โรคนี้มียารักษาที่ได้ผล อย่างไรก็ตามการรักษาเป็นเพียงปลายทาง หากยังกลับไปกินดิบซ้ำก็สามารถติดใหม่ได้อีก
ยาถ่ายพยาธิช่วยป้องกันพยาธิใบไม้ได้จริงหรือ
หลายคนถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าต้องกินยาถ่ายพยาธิปีละครั้ง แต่สำหรับ พยาธิใบไม้ ในตับต้องเข้าใจว่ายาเป็นเพียงการแก้ที่ปลายทาง ทางที่ดีที่สุดคือการระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน หากไม่กินดิบ โอกาสติดพยาธิก็ลดลงอย่างมาก
นอกจากนี้การกินยาบ่อยเกินไปเพื่อ "กินดักไว้ก่อน" แล้วกลับไปกินดิบซ้ำ ไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะเราไม่สามารถตรวจและกินยาได้ทุกสัปดาห์ อีกทั้งการใช้ยาบ่อยเกินไปยังเสี่ยงต่อการดื้อยา ในกรณีที่ไม่มีอาการและไม่ได้ติดเชื้อ จึงยังไม่จำเป็นต้องกินยาโดยไม่จำเป็น
สำหรับกลยุทธ์ระดับพื้นที่ องค์การอนามัยโลกใช้แนวทางว่าหากหมู่บ้านใดตรวจพบผู้ติดเชื้อเกินเกณฑ์ (เช่น เกิน 20%) อาจใช้วิธีแจกยาให้ทั้งพื้นที่ เพราะยามีราคาถูกกว่าชุดตรวจ ซึ่งประเทศไทยก็กำลังศึกษาแนวทางนี้อยู่เช่นกัน
ค่าใช้จ่ายและสิทธิในการตรวจพยาธิใบไม้
ในเรื่องค่าใช้จ่าย การตรวจ พยาธิใบไม้ ในตับด้วยชุดตรวจนี้ถูกออกแบบให้เข้าถึงได้ผ่านสิทธิบัตรทอง (30 บาทรักษาทุกโรค) โดยผู้ที่สงสัยว่าตัวเองเสี่ยงสามารถขอรับการตรวจได้ปีละครั้งที่คลินิกนวัตกรรม เช่น คลินิกเภสัชหรือหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียน
สำหรับต้นทุน สปสช. ให้การสนับสนุนค่าตรวจประมาณ 150 บาทต่อราย และสามารถเบิกคืนได้ ส่วนยารักษามีต้นทุนเพียงประมาณ 30 - 40 บาท (ราคาขายปลีกอาจบวกกำไรเพิ่มเล็กน้อย) และอยู่ในบัญชียาที่เบิกได้เช่นกัน ทางผู้พัฒนายังพยายามต่อรองให้ราคาชุดตรวจถูกลงเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้าถึงได้มากขึ้น
มะเร็งท่อน้ำดีจากพยาธิใบไม้ กับความสำคัญของการคัดกรอง
สิ่งที่น่ากังวลคืออัตราการเสียชีวิตจาก มะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งมีพยาธิใบไม้ในตับเป็นต้นเหตุยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปีละกว่าหมื่นราย และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์ในระยะท้ายแล้ว
วิธีคัดกรองที่เป็นมาตรฐานคือการทำอัลตราซาวด์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ตรวจพบพยาธิใบไม้ และกินดิบมานานหลายสิบปี เมื่ออายุมากขึ้นควรตรวจอัลตราซาวด์ ซึ่งจะพบความผิดปกติราวร้อยละ 1 - 2 จากนั้นจึงตรวจเพิ่มด้วย CT-SCAN หากพบว่าท่อน้ำดีมีปัญหาและผ่าตัดได้ทัน ก็มีโอกาสรักษาหายขาด แต่หากมาพบตอนมีอาการ เช่น ท้องโตหรือตาเหลืองแล้ว มักผ่าตัดได้ผลจำกัด จึงเห็นได้ว่าการคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เฉพาะการตรวจพยาธิเท่านั้น แต่ควรคัดกรองสุขภาพด้านอื่น ๆ เป็นประจำทุกปีด้วย
วิธีป้องกันพยาธิใบไม้ในตับ ด้วยการปรับพฤติกรรม
การป้องกัน พยาธิใบไม้ ในตับที่ดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรมการกิน หลักสำคัญมีดังนี้:
- เลี่ยงการกินดิบ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด ซึ่งเป็นแหล่งของพยาธิใบไม้ในตับโดยตรง
- กินปลาร้าให้สุกและปลอดภัย ประเด็นสำคัญคือส้มตำและปลาร้ายังกินได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ขอให้เป็นปลาร้าสุก หรือน้ำปลาร้าที่ผลิตถูกต้องตามมาตรฐาน
- ถ่ายอุจจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อตัดวงจรไม่ให้ไข่พยาธิลงสู่แหล่งน้ำ รวมถึงการจัดการสิ่งปฏิกูลจากรถดูดส้วมอย่างเหมาะสม ไม่นำไปเทลงคลอง
ทั้งนี้ ควรตระหนักว่าการกินดิบไม่ได้เสี่ยงเฉพาะพยาธิใบไม้ในตับเท่านั้น อาหารดิบชนิดอื่นก็มีความเสี่ยง เช่น หมูดิบหรือเนื้อดิบที่อาจนำไปสู่ภาวะอันตรายอื่น ๆ การปรับพฤติกรรมจึงเป็นเกราะป้องกันที่ครอบคลุมที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาจได้รับอิทธิพลจากการชักชวนให้กินดิบตามสื่อต่าง ๆ
สรุป เรื่องพยาธิใบไม้ในตับที่ทุกคนควรรู้
พยาธิใบไม้ ในตับเป็นภัยเงียบที่เชื่อมโยงกับมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การติดเชื้อในทันที แต่อยู่ที่ผลกระทบในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ปัจจุบันประเทศไทยมีนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองจากปัสสาวะที่สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ พร้อมสิทธิการตรวจและยารักษาที่เข้าถึงได้ หากตรวจพบก็รักษาหายได้ด้วยยาเพียงครั้งเดียว
แต่หัวใจสำคัญที่สุดยังคงเป็นการปรับพฤติกรรม เลี่ยงการกินดิบ กินปลาร้าสุก และจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างถูกวิธี หากคนไทยดูแลพฤติกรรมสุขภาพได้ดีขึ้น อัตราการติดพยาธิใบไม้ในตับและความเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดีก็จะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ชมย้อนหลังรายการ "วันใหม่วาไรตี้" ในช่วง "รู้ทันกันได้" ได้ที่ www.thaipbs.or.th/RuTanKanDai




























































