ภาคประชาสังคมคาดหวัง "พล.อ. มิน อ่อง หล่าย" เยือนไทย แก้ปัญหาแรงงานและผู้อพยพ
การเดินทางเยือนไทยของ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ในวันที่ 6 ส.ค. นี้ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
โดยภาคประชาชนคาดหวังให้เป็นเวทีหารือเพื่อคลี่คลายปัญหาแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพที่เรื้อรังมานานหลายสิบปี
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการค้าขายชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน ก็เฝ้ารอโอกาสในการผลักดันยกระดับ "ด่านห้วยผึ้ง" จากจุดผ่อนปรนชั่วคราวไปสู่ด่านชายแดนถาวร เพื่อสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ปมปัญหาสู้รบ และความหวังต่อการแก้ปัญหาแรงงาน-ผู้อพยพ
สถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารเมียนมากับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์บริเวณชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก ได้ส่งผลให้มีผู้อพยพข้ามแดนเข้ามาพักพิงในเขตไทยเป็นระยะ ก่อนจะเดินทางกลับเมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย
ขณะเดียวกัน ชาวเมียนมาอีกจำนวนมากนับล้านคนทั้งที่เข้าเมืองถูกและผิดกฎหมาย ต่างหลบหนีการเกณฑ์ทหารเข้ามาทำงานในประเทศไทย จนกลายเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและสะสมมานานหลายสิบปี
นายแสงเมือง มังกร กรรมการเลขานุการมูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP Foundation) ระบุว่า ปัญหาผู้พลัดถิ่นทำให้ไทยต้องเปิดศูนย์รองรับในหลายจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน, ตาก และกาญจนบุรี
แม้ปัจจุบันบางศูนย์จะถูกยุบเลิกหรือลดขนาดลง เพราะผู้พลัดถิ่นบางส่วนเดินทางไปประเทศที่สามหรือกลับประเทศต้นทาง แต่การสู้รบที่ยังดำเนินอยู่ ทำให้ผู้พลัดถิ่นยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มลดลง
อุปสรรคแรงงานข้ามชาติ และเสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคม
สำหรับภาพรวมปัญหาแรงงานข้ามชาติ แม้ภาครัฐยังคงเปิดให้ต่ออายุวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และทำเอกสารรับรองบุคคลสำหรับผู้รอพิสูจน์สัญชาติแบบปีต่อปี แต่กลับพบอุปสรรคเรื่องขั้นตอนยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และมีข้อจำกัดเรื่องผู้ติดตาม
นอกจากนี้ หลังการยึดอำนาจ แรงงานที่เดินทางกลับประเทศยังประสบปัญหากลับเข้ามาไทยได้ยากขึ้น เนื่องจากถูกเกณฑ์ทหารและมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับการเยือนไทยของ พล.อ. มิน อ่อง หล่าย ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ นายแสงเมือง จึงหวังให้มีการหารือปัญหาแรงงาน ผู้อพยพ และประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านทุกมิติ
พร้อมเรียกร้องให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการหารือ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน
ความหวังภาคเอกชน ดัน "ด่านห้วยผึ้ง" สู่ด่านชายแดนถาวร
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการค้าชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน กำลังให้ความสนใจต่อข้อเสนอของ สส.เมียนมา ในการผลักดัน "ด่านห้วยผึ้ง" ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จากจุดผ่อนปรนชั่วคราวให้กลายเป็นด่านชายแดนถาวร
อย่างไรก็ตาม การยกระดับด่านดังกล่าวยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญ 2 ประการ คือ ตลอดแนวชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน ยังคงอยู่ในการดูแลของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม และกระบวนการเจรจาปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับเมียนมาในหลายจุดยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์
นายภานุวัฒน์ โตวิจิตร ผู้ประกอบการค้าชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการพร้อมปฏิบัติตามนโยบายและคำสั่งของรัฐบาลไทยทุกประการ
ทว่าหากด่านห้วยผึ้งได้รับการพัฒนาเส้นทางและยกระดับกระบวนการศุลกากร ย่อมส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนชายแดน โดยภาคเอกชนพร้อมรองรับและร่วมมือเต็มที่




























































