"ป๋อง ฑนา" กรณีศึกษาช่องว่างกฎหมาย "ก่อเหตุซ้ำ"
คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ 2 พี่น้องชาวรัสเซีย และคดีฆาตกรรมยกครัว 3 ศพ ได้จุดชนวนกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกโซเชียลฯ โดยเฉพาะประเด็นบทลงโทษ "ประหารชีวิต" และความกังวลต่อกระบวนการลดโทษที่อาจเปิดโอกาสให้อดีตนักโทษกลับมาก่อเหตุซ้ำ
กรณีของ "นายป๋อง" ได้กลายเป็นเคสตัวอย่างที่สะท้อนถึงช่องว่างทางกฎหมาย แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำก็ตาม นำไปสู่เสียงเรียกร้องจากทั้งแวดวงบันเทิง นางงาม และตำรวจที่เห็นตรงกันว่าควรลงโทษขั้นเด็ดขาด
ปมร้อนบนโลกออนไลน์ กับโทษ "ประหารชีวิต"
คดีฆาตกรรม 2 พี่น้องชาวรัสเซียและคดีฆาตกรรมยกครัว 3 ศพ ได้สร้างปฏิกิริยาอย่างรุนแรงบนโลกโซเชียลเกี่ยวกับการลงโทษ "ประหารชีวิต"
ผู้คนต่างแสดงความกังวลถึงกระบวนการลดโทษที่อาจนำไปสู่การก่อเหตุซ้ำอีกในอนาคต จนกลายเป็นข้อสงสัยถึงช่องว่างทางกฎหมายของไทย
ย้อนประวัติ "ป๋อง" เคสตัวอย่างการก่อเหตุซ้ำ
นายฑนา หรือ "ป๋อง" ชาว ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ถูกยกเป็นเคสตัวอย่างหลังสืบค้นพบประวัติการกระทำผิดหลายครั้ง
เมื่อปี 2553 ขณะอายุ 27 ปี เขาเคยถูกจับกุมในข้อหาข่มขืนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี กักขังหน่วงเหนี่ยว พรากผู้เยาว์ เสพยา และครองอาวุธปืน โดยเขายอมรับแค่เรื่องยาและปืน ส่วนเรื่องเด็กอ้างว่าสมัครใจ ซึ่งไม่พบผลคำพิพากษาแน่ชัด
นอกจากนี้ ยังมีรายงานคดีอาวุธปืนในปี 2559 และ 2561 คดีพรากผู้เยาว์ปี 2563 และคดีพยายามฆ่า โดยญาติเผยว่าเขาเพิ่งพ้นโทษเมื่อเดือนพฤษภาคม หรือไม่ถึง 2 เดือนก่อนถูกจับกุมครั้งนี้ พร้อมอ้างว่าเขาอารมณ์ร้อนและถูกพ่อทำร้ายตั้งแต่เด็ก ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์
กฎหมายป้องกันทำผิดซ้ำ กับข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
ในปี 2565 ไทยได้ตรา พ.ร.บ. มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง มีผลบังคับใช้ต้นปี 2566 เพื่ออุดช่องว่างกลุ่มผู้กระทำผิดรุนแรง
กฎหมายระบุให้กรมราชทัณฑ์จำแนกลักษณะนักโทษ และให้คณะกรรมการฯ กำหนดข้อห้ามหลังพ้นโทษ เช่น ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง กำหนดที่พัก รายงานตัว หรือติดกำไลอีเอ็ม
ทว่า อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ ระบุว่าการบังคับใช้ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะกระบวนการบำบัดฟื้นฟู ทำให้การติดตามเฝ้าระวังทำได้ยาก
คำชี้แจงจากกรมราชทัณฑ์ และสถิติการเฝ้าระวัง
กรมราชทัณฑ์ออกมาชี้แจงว่า ได้ปฏิบัติตามกฎหมายในการปล่อยตัวนายป๋องและนายธงอย่างครบถ้วน โดยนายป๋องอยู่ใต้มาตรการเฝ้าระวัง ทั้งห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง รายงานตัว และเข้ารับการฟื้นฟู ส่วนนายธงไม่อยู่ในข่าย
สำหรับข้อมูลตั้งแต่ปี 2566 มีนักโทษเด็ดขาดพ้นโทษกว่า 17,000 คน ทยอยพ้นโทษเฉลี่ยปีละ 1,500 คน ไม่รวมรายใหม่
และจากการติดตามนักโทษเด็ดขาดที่พ้นโทษเกือบ 500 คน พบว่าศาลสั่งให้เฝ้าระวัง 300 คน ผ่านการใส่กำไลอีเอ็ม จำกัดบริเวณ หรือใช้มาตรการทางการแพทย์
เสียงเรียกร้อง "ประหารเท่านั้น" จากหลากแวดวง
ข้อกังวลเรื่องการกระทำผิดซ้ำทำให้คนในสังคมเรียกร้องให้ศาลลงโทษสถานหนัก โดย กชเบล ศรัณย์รัชต์ โพสต์ว่า แม้การประหารไม่ลดอาชญากรรม แต่สถิตินักโทษประหารจะไม่มีวันกลับมาทำซ้ำได้อีก
ขณะที่ บุ๋ม ปนัดดา วงษ์ผู้ดี โพสต์ "ประหารเท่านั้น" เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญและกระทบภาพลักษณ์ประเทศ
เช่นเดียวกับ พล.ต.ต. ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รอง ผบก.สอท. ที่ระบุว่า "ชีวิตต้องทดแทนด้วยชีวิต ประหารเท่านั้น" และ พล.ต.ท. เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบ.ปส. ที่เห็นว่าคดีนี้ควรจบที่โทษประหารชีวิต




























































