ลูกฟิกอินดี้ สู่วิถีอินฟลูสายเกษตร

ออกอากาศ12 ก.ค. 69

ในยุคปัจจุบันที่การทำเกษตรกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รูปแบบเดิม ๆ การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์กลายเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง เช่นเดียวกับ "น้องอินดี้" อินฟลูเอนเซอร์สาวสายเกษตรแห่งบ้านแบ่งส่วน ตำบลแสวงหา อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ที่ร่วมมือกับครอบครัวเปลี่ยนพื้นที่บ้านให้กลายเป็นอาณาจักรเกษตรยุคใหม่ และร่วมกันสร้างรายได้จากการปลูก "ลูกฟิก" หรือมะเดื่อฝรั่ง ผลไม้ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในขณะนี้

ทำความรู้จัก "ลูกฟิก" หลากหลายสายพันธุ์

ที่นี่มีการรวบรวมและทดลองปลูก ลูกฟิก มากถึง 40 - 50 สายพันธุ์ เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพ รสชาติ และวิธีการดูแลที่แตกต่างกันของแต่ละสายพันธุ์ โดยมีสายพันธุ์หลัก ๆ ที่น่าสนใจดังนี้:

  • สายพันธุ์อีรากี: เป็นพันธุ์เบสิกสำหรับผู้เริ่มต้น จุดเด่นคือเลี้ยงง่าย โตเร็ว และติดลูกง่าย
  • สายพันธุ์ออสเตรเลีย: ให้ผลขนาดใหญ่ มีรสชาติหวาน มีเนื้อสัมผัสภายในกรึบ ๆ คล้ายกับการรับประทานสตรอว์เบอร์รี
  • สายพันธุ์ไวท์อิสราเอล และ แบล็คอิสราเอล: มีความแตกต่างกันที่สีของผล โดยไวท์อิสราเอลจะมีผลสีเขียว ส่วนแบล็คอิสราเอลจะมีผลสีแดงเข้มออกม่วง
  • สายพันธุ์พานาซี: มีลักษณะโดดเด่นที่ลำต้นสูง ผลมีลวดลายสวยงามแปลกตา แต่ค่อนข้างซ่อนผลเก่ง
  • สายพันธุ์จินออเฟ่น: เมื่อสุกผลจะมีสีเหลือง ขนาดผลปกติจะใหญ่มาก (บึ้มบั้ม) รสชาติหวานฉ่ำ
  • สายพันธุ์ BTM6: ลำต้นมีลักษณะเลื้อย ให้ผลใหญ่ รสชาติหวานเจี๊ยบ เหมาะสำหรับทำผลสดขาย
  • สายพันธุ์โคนาเดีย: ผลสุกจะมีสีเขียว

วิธีเช็คความสุกของ "ลูกฟิก" ก่อนเก็บมารับประทาน

การสังเกตว่า ลูกฟิก พร้อมรับประทานแล้วหรือยัง สามารถทำได้โดยใช้หลักการง่าย ๆ ดังนี้:

  1. การสัมผัส: ให้ลองกดที่ผลเบา ๆ หากผลนิ่มและมีความเด้งสู้มือแสดงว่าใช้ได้ แต่ถ้ายังแข็งอยู่แสดงว่ายังไม่สุก
  2. การเปลี่ยนสี: ผลจะต้องเปลี่ยนสีตามสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์อีรากีจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม
  3. ฮันนี่ดรอป: สังเกตบริเวณก้นของผลจะมีหยดน้ำคล้ายน้ำผึ้งไหลออกมา ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าผลสุกเต็มที่และมีความฉ่ำหวาน (หยดน้ำนี้มักจะมาตอนเช้าและแห้งไปกับผิวผลในระหว่างวัน)

ข้อควรรู้: โดยทั่วไปต้นฟิกที่ซื้อไปปลูกจะเริ่มให้ผลในเวลาประมาณ 6 เดือน แต่จะต้องรอระยะเวลาจากผลเขียวไปจนถึงผลสุกอีกประมาณ 3 - 6 เดือน จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้

เทคนิคการปลูก "ลูกฟิก" 3 รูปแบบฉบับเกษตรกรยุคใหม่

สวนบ้านแบ่งส่วนเลือกใช้การปลูก ลูกฟิก ทั้งหมด 3 รูปแบบ เพื่อบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ:

  • การปลูกลงดิน: ช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้รวดเร็วที่สุดเนื่องจากรากสามารถชอนไชได้อย่างไม่มีจำกัด
  • การปลูกลงรองปูน: (ปลูกในบ่อซีเมนต์ที่เปิดก้นท่อ) ช่วยให้สวนดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่เยอะแต่ต้องการจำกัดวงของต้นไม้
  • การปลูกลงเข่ง: ตอบโจทย์คนที่มีพื้นที่น้อย ข้อดีคือสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายและระบายน้ำได้ดีเนื่องจากลูกฟิกไม่ชอบน้ำขัง ทั้งนี้ทางสวนมีการปูผ้าใบชนิดระบายน้ำได้หนาพิเศษ และหนุนอิฐบล็อกใต้เข่งเพื่อป้องกันปัญหาน้ำขังและควบคุมวัชพืช

คำแนะนำจากสวน: ระยะห่างที่เหมาะสมในการปลูกต่อต้นควรอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 2 เมตร เพื่อไม่ให้ชิดกันจนเกินไป

สูตรผสมดินและการดูแล "ลูกฟิก" ให้เติบโตแข็งแรง

พี่โอม พี่ชายคนโตของบ้านและผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการงานสวน ได้เผยสูตรเด็ดในการปรุงดินสำหรับปลูก ลูกฟิก ในอัตราส่วน 1:1 ทั้งหมด ดังนี้:

  • มะพร้าวสับ (ต้องแช่น้ำค้างคืนไว้ก่อนเพื่อล้างสารแทนนินที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของราก)
  • มูลวัวแห้ง
  • แกลบดิบ
  • ดินใบก้ามปู

นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นรองลงไปในภาชนะปลูกครึ่งหนึ่ง นำต้นพันธุ์ (อายุประมาณ 2 - 3 เดือน) ลงปลูก แล้วกลบด้วยดินที่เหลือ

การให้น้ำ: ในการปลูกครั้งแรกให้รดน้ำในปริมาณมาก หลังจากนั้นให้รดน้ำเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 เวลา (เช้า - เย็น) แต่หากวันไหนมีสภาพอากาศแดดร้อนจัด ควรเพิ่มการรดน้ำเป็น 3 เวลา (เช้า กลางวัน เย็น)

วิธีป้องกันศัตรูพืชและการขยายพันธุ์ "ลูกฟิก" สไตล์อินดี้

ปัญหาหลักที่ชาวสวนต้องเจอในการปลูก ลูกฟิก คือ "นก" ที่ชอบมาจิกทำลายผล ทางสวนจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ "ถุงตาข่ายแฟนซีแบบโปร่ง" มาห่อผล ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันนกได้ดีด้วยความวิบวับแล้ว ยังช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวก ผลไม่เน่าอบ และสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้

สำหรับศัตรูพืชและโรคอื่น ๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่:

  • หนอนเจาะลำต้น: มักเจาะกินตามข้อกิ่ง วิธีแก้ไขคือต้องตัดกิ่งนั้นทิ้งทันทีเพื่อไม่ให้ลุกลาม
  • โรคราสนิม: โรคประจำตัวของต้นฟิก หากพบว่าเป็นเยอะให้เด็ดใบที่เป็นโรคออกแล้วนำไปทิ้งให้ไกลจากบริเวณสวน เพื่อป้องกันสปอร์ของเชื้อราฟุ้งกระจาย

เคล็ดลับการตอนกิ่ง "ลูกฟิก" ให้รากเดินไวใน 14 วัน

น้องอินดี้เลือกใช้เกษตรยุคใหม่ด้วยการใช้ "กรรไกรตอนกิ่ง" แทนของมีคมทั่วไป เพื่อความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย โดยมีขั้นตอนคือเลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ควันรอบกิ่งทิ้งระยะห่างประมาณ 3 ตา จากนั้นทาด้วยสูตรเร่งรากคือ "กะปิผสมเครื่องดื่มชูกำลัง" แล้วหุ้มด้วยตุ้มตอนขุยมะพร้าว สิ่งสำคัญคือ การห่อทับด้วยฟอยล์ ซึ่งจะช่วยกันน้ำฝนซึมเข้าและป้องกันการคายน้ำในหน้าร้อน ช่วยให้สามารถตัดกิ่งขายได้ภายใน 14 วัน

การหันมาทำเกษตรออนไลน์และการปลูก ลูกฟิก ของสามพี่น้อง ไม่เพียงแต่สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ครอบครัวอย่างยั่งยืนแทนอาชีพทำพวงมาลัยดั้งเดิมของพ่อแม่เท่านั้น แต่ยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า "เกษตรยุคใหม่" ที่สื่อสารตรงถึงผู้บริโภคผ่านตัวตนบนโลกออนไลน์ สามารถสร้างความสุขและความสำเร็จร่วมกันในครอบครัวได้อย่างแท้จริง

ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส

ลูกฟิกอินดี้ สู่วิถีอินฟลูสายเกษตร

ในยุคปัจจุบันที่การทำเกษตรกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รูปแบบเดิม ๆ การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์กลายเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง เช่นเดียวกับ "น้องอินดี้" อินฟลูเอนเซอร์สาวสายเกษตรแห่งบ้านแบ่งส่วน ตำบลแสวงหา อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ที่ร่วมมือกับครอบครัวเปลี่ยนพื้นที่บ้านให้กลายเป็นอาณาจักรเกษตรยุคใหม่ และร่วมกันสร้างรายได้จากการปลูก "ลูกฟิก" หรือมะเดื่อฝรั่ง ผลไม้ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในขณะนี้

ทำความรู้จัก "ลูกฟิก" หลากหลายสายพันธุ์

ที่นี่มีการรวบรวมและทดลองปลูก ลูกฟิก มากถึง 40 - 50 สายพันธุ์ เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพ รสชาติ และวิธีการดูแลที่แตกต่างกันของแต่ละสายพันธุ์ โดยมีสายพันธุ์หลัก ๆ ที่น่าสนใจดังนี้:

  • สายพันธุ์อีรากี: เป็นพันธุ์เบสิกสำหรับผู้เริ่มต้น จุดเด่นคือเลี้ยงง่าย โตเร็ว และติดลูกง่าย
  • สายพันธุ์ออสเตรเลีย: ให้ผลขนาดใหญ่ มีรสชาติหวาน มีเนื้อสัมผัสภายในกรึบ ๆ คล้ายกับการรับประทานสตรอว์เบอร์รี
  • สายพันธุ์ไวท์อิสราเอล และ แบล็คอิสราเอล: มีความแตกต่างกันที่สีของผล โดยไวท์อิสราเอลจะมีผลสีเขียว ส่วนแบล็คอิสราเอลจะมีผลสีแดงเข้มออกม่วง
  • สายพันธุ์พานาซี: มีลักษณะโดดเด่นที่ลำต้นสูง ผลมีลวดลายสวยงามแปลกตา แต่ค่อนข้างซ่อนผลเก่ง
  • สายพันธุ์จินออเฟ่น: เมื่อสุกผลจะมีสีเหลือง ขนาดผลปกติจะใหญ่มาก (บึ้มบั้ม) รสชาติหวานฉ่ำ
  • สายพันธุ์ BTM6: ลำต้นมีลักษณะเลื้อย ให้ผลใหญ่ รสชาติหวานเจี๊ยบ เหมาะสำหรับทำผลสดขาย
  • สายพันธุ์โคนาเดีย: ผลสุกจะมีสีเขียว

วิธีเช็คความสุกของ "ลูกฟิก" ก่อนเก็บมารับประทาน

การสังเกตว่า ลูกฟิก พร้อมรับประทานแล้วหรือยัง สามารถทำได้โดยใช้หลักการง่าย ๆ ดังนี้:

  1. การสัมผัส: ให้ลองกดที่ผลเบา ๆ หากผลนิ่มและมีความเด้งสู้มือแสดงว่าใช้ได้ แต่ถ้ายังแข็งอยู่แสดงว่ายังไม่สุก
  2. การเปลี่ยนสี: ผลจะต้องเปลี่ยนสีตามสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์อีรากีจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม
  3. ฮันนี่ดรอป: สังเกตบริเวณก้นของผลจะมีหยดน้ำคล้ายน้ำผึ้งไหลออกมา ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าผลสุกเต็มที่และมีความฉ่ำหวาน (หยดน้ำนี้มักจะมาตอนเช้าและแห้งไปกับผิวผลในระหว่างวัน)

ข้อควรรู้: โดยทั่วไปต้นฟิกที่ซื้อไปปลูกจะเริ่มให้ผลในเวลาประมาณ 6 เดือน แต่จะต้องรอระยะเวลาจากผลเขียวไปจนถึงผลสุกอีกประมาณ 3 - 6 เดือน จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวได้

เทคนิคการปลูก "ลูกฟิก" 3 รูปแบบฉบับเกษตรกรยุคใหม่

สวนบ้านแบ่งส่วนเลือกใช้การปลูก ลูกฟิก ทั้งหมด 3 รูปแบบ เพื่อบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ:

  • การปลูกลงดิน: ช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้รวดเร็วที่สุดเนื่องจากรากสามารถชอนไชได้อย่างไม่มีจำกัด
  • การปลูกลงรองปูน: (ปลูกในบ่อซีเมนต์ที่เปิดก้นท่อ) ช่วยให้สวนดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เหมาะสำหรับผู้ที่มีพื้นที่เยอะแต่ต้องการจำกัดวงของต้นไม้
  • การปลูกลงเข่ง: ตอบโจทย์คนที่มีพื้นที่น้อย ข้อดีคือสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายและระบายน้ำได้ดีเนื่องจากลูกฟิกไม่ชอบน้ำขัง ทั้งนี้ทางสวนมีการปูผ้าใบชนิดระบายน้ำได้หนาพิเศษ และหนุนอิฐบล็อกใต้เข่งเพื่อป้องกันปัญหาน้ำขังและควบคุมวัชพืช

คำแนะนำจากสวน: ระยะห่างที่เหมาะสมในการปลูกต่อต้นควรอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 2 เมตร เพื่อไม่ให้ชิดกันจนเกินไป

สูตรผสมดินและการดูแล "ลูกฟิก" ให้เติบโตแข็งแรง

พี่โอม พี่ชายคนโตของบ้านและผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการงานสวน ได้เผยสูตรเด็ดในการปรุงดินสำหรับปลูก ลูกฟิก ในอัตราส่วน 1:1 ทั้งหมด ดังนี้:

  • มะพร้าวสับ (ต้องแช่น้ำค้างคืนไว้ก่อนเพื่อล้างสารแทนนินที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของราก)
  • มูลวัวแห้ง
  • แกลบดิบ
  • ดินใบก้ามปู

นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นรองลงไปในภาชนะปลูกครึ่งหนึ่ง นำต้นพันธุ์ (อายุประมาณ 2 - 3 เดือน) ลงปลูก แล้วกลบด้วยดินที่เหลือ

การให้น้ำ: ในการปลูกครั้งแรกให้รดน้ำในปริมาณมาก หลังจากนั้นให้รดน้ำเป็นประจำทุกวัน วันละ 2 เวลา (เช้า - เย็น) แต่หากวันไหนมีสภาพอากาศแดดร้อนจัด ควรเพิ่มการรดน้ำเป็น 3 เวลา (เช้า กลางวัน เย็น)

วิธีป้องกันศัตรูพืชและการขยายพันธุ์ "ลูกฟิก" สไตล์อินดี้

ปัญหาหลักที่ชาวสวนต้องเจอในการปลูก ลูกฟิก คือ "นก" ที่ชอบมาจิกทำลายผล ทางสวนจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ "ถุงตาข่ายแฟนซีแบบโปร่ง" มาห่อผล ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันนกได้ดีด้วยความวิบวับแล้ว ยังช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวก ผลไม่เน่าอบ และสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้

สำหรับศัตรูพืชและโรคอื่น ๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่:

  • หนอนเจาะลำต้น: มักเจาะกินตามข้อกิ่ง วิธีแก้ไขคือต้องตัดกิ่งนั้นทิ้งทันทีเพื่อไม่ให้ลุกลาม
  • โรคราสนิม: โรคประจำตัวของต้นฟิก หากพบว่าเป็นเยอะให้เด็ดใบที่เป็นโรคออกแล้วนำไปทิ้งให้ไกลจากบริเวณสวน เพื่อป้องกันสปอร์ของเชื้อราฟุ้งกระจาย

เคล็ดลับการตอนกิ่ง "ลูกฟิก" ให้รากเดินไวใน 14 วัน

น้องอินดี้เลือกใช้เกษตรยุคใหม่ด้วยการใช้ "กรรไกรตอนกิ่ง" แทนของมีคมทั่วไป เพื่อความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย โดยมีขั้นตอนคือเลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ควันรอบกิ่งทิ้งระยะห่างประมาณ 3 ตา จากนั้นทาด้วยสูตรเร่งรากคือ "กะปิผสมเครื่องดื่มชูกำลัง" แล้วหุ้มด้วยตุ้มตอนขุยมะพร้าว สิ่งสำคัญคือ การห่อทับด้วยฟอยล์ ซึ่งจะช่วยกันน้ำฝนซึมเข้าและป้องกันการคายน้ำในหน้าร้อน ช่วยให้สามารถตัดกิ่งขายได้ภายใน 14 วัน

การหันมาทำเกษตรออนไลน์และการปลูก ลูกฟิก ของสามพี่น้อง ไม่เพียงแต่สร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ครอบครัวอย่างยั่งยืนแทนอาชีพทำพวงมาลัยดั้งเดิมของพ่อแม่เท่านั้น แต่ยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า "เกษตรยุคใหม่" ที่สื่อสารตรงถึงผู้บริโภคผ่านตัวตนบนโลกออนไลน์ สามารถสร้างความสุขและความสำเร็จร่วมกันในครอบครัวได้อย่างแท้จริง

ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย