หมู่บ้านปางแดงใน แหล่งรวมพี่น้องชาติพันธุ์ดาราอั้งที่ขึ้นชื่อเรื่องงานหัตถกรรมและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย วันนี้ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ บัตเตอร์นัต พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมของคนในหมู่บ้านแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
บัตเตอร์นัตคืออะไร ต่างจากฟักทองธรรมดาอย่างไร
บัตเตอร์นัตคือฟักทองอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีความแตกต่างจากฟักทองทั่วไปอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่รูปทรงที่คล้ายน้ำเต้า ผิวเนียนเรียบ ไม่ขรุขระเหมือนฟักทองทั่วไป ส่วนเนื้อข้างในก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟักทองธรรมดามักมีเนื้อสัมผัสเหนียวหนึบ ในขณะที่เนื้อของบัตเตอร์นัตจะมีความหวาน นุ่ม เนียน ละเอียดกว่ามาก ด้วยสภาพอากาศทางภาคเหนือที่เย็นสบาย ยิ่งช่วยเสริมให้รสชาติของบัตเตอร์นัตหวานมันและผิวเนียนขึ้นไปอีก
ลักษณะของบัตเทอร์นัตที่พร้อมเก็บเกี่ยว
การจะรู้ว่าบัตเตอร์นัตลูกไหนพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วนั้น ต้องดูจากอายุและลักษณะภายนอกประกอบกัน โดยหลังจากผสมเกสรแล้วประมาณ 45 วัน หรือรวมอายุตั้งแต่ปลูกประมาณ 90 กว่าวัน ก็สามารถเก็บขายได้ วิธีสังเกตคือดูที่ขั้วและสีผิว หากขั้วเริ่มออกสีเหลืองอมน้ำตาลและผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งลูก แสดงว่าบัตเตอร์นัตแก่พร้อมกินแล้ว ส่วนลูกที่ยังมีผิวสีขาวถือว่ายังอ่อนอยู่ เวลาตัดควรตัดให้ชิดขั้วมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ขั้วไปกระแทกโดนลูกอื่นจนผิวเสียหายระหว่างขนส่ง
วิธีปลูกบัตเตอร์นัต ตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บผลผลิต
ขั้นตอนการปลูกบัตเตอร์นัตเริ่มจากการเพาะกล้า โดยนำเมล็ดไปบ่มในน้ำอุ่นประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นห่อด้วยผ้าขาวเก็บไว้ในกล่องทึบแสง ทิ้งไว้หนึ่งคืนแล้วเปิดดู หากมีรากงอกออกมาก็เริ่มเพาะลงถาดได้ โดยวางเมล็ดเอาหัวลงเพื่อให้รากแตกและชอนไชลงดินได้ง่าย หลังเพาะแล้วต้องรดน้ำให้ชุ่มและดูแลจนกล้ามีอายุประมาณ 12 วันจึงย้ายลงแปลงปลูกจริง
การเตรียมดินจะใส่ปุ๋ยหมักและปูนขาวรองก้นหลุมเพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะสม ระยะปลูกของบัตเตอร์นัตควรเว้นห่างประมาณ 50 เซนติเมตรต่อต้น เพื่อให้ใบไม่แน่นจนเกินไป ลดการสะสมโรคและแมลง อีกทั้งยังช่วยให้ผิวสวยและลมพัดผ่านได้ดี บัตเตอร์นัตนิยมปลูกในโรงเรือนที่มีตาข่ายกันแมลงแต่ให้ลมผ่านได้ ป้องกันฝนและเชื้อราที่อาจทำให้พืชเสียหาย
หลังปลูกประมาณ 5 วันจะเริ่มใส่ปุ๋ย AB ผสมน้ำผ่านระบบน้ำหยดสัปดาห์ละครั้ง เมื่อบัตเตอร์นัตอายุประมาณ 28 วันจะเริ่มผสมเกสรได้ และเมื่อเริ่มติดลูกจะคัดเหลือไว้ต้นละ 3 ลูก พร้อมไว้ใบประมาณ 25 ใบ เพื่อให้ต้นสะสมอาหารเลี้ยงลูกได้เต็มที่ โดยหนึ่งรอบการปลูกบัตเตอร์นัตสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 3-4 รุ่น และปลูกได้ตลอดทั้งปี ใช้เวลาราว 90 วันต่อรอบตั้งแต่ปลูกจนเก็บขาย
เกรดและราคาของบัตเตอร์นัตในตลาด
บัตเตอร์นัตที่ปลูกในบ้านปางแดงในจะถูกแบ่งเป็นเกรดตามน้ำหนักและรูปทรง โดยเกรดเอคือลูกที่สวยสมบูรณ์ น้ำหนักเริ่มต้นที่ 5 ขีดขึ้นไป ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม เกรดบีจะมีน้ำหนักตั้งแต่ 200-400 กรัม ราคาประมาณ 30 บาท ส่วนเกรดซีคือลูกที่มีน้ำหนักน้อยหรือรูปทรงไม่สวย รวมถึงลูกที่ใหญ่เกิน 700 กรัม ราคาจะอยู่ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม เพราะบัตเทอร์นัตมีตลาดรองรับแน่นอน ปลูกได้เท่าไหร่ก็ขายได้หมด ทำให้ชาวบ้านหลายรายในพื้นที่เริ่มหันมาสนใจปลูกบัตเทอร์นัตกันมากขึ้น และในอนาคตยังฝันไปถึงการส่งออกด้วย
ประโยชน์ของบัตเตอร์นัตต่อสุขภาพ
นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว บัตเตอร์นัตยังมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ช่วยบำรุงสายตาเพราะมีวิตามินเอสูง มีเส้นใยอาหารสูงที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย และยังช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากกินอาหารที่มีประโยชน์แต่ยังคงความอร่อยไว้ครบ
วิธีเก็บรักษาบัตเตอร์นัตให้อยู่ได้นาน
จุดเด่นอีกอย่างของบัตเตอร์นัตคือเก็บรักษาได้ง่ายและนาน โดยหลังจากเก็บเกี่ยวมาแล้วไม่ควรล้างทำความสะอาดทันที เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ง่าย ควรวางไว้ในที่ร่ม ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น ก็สามารถเก็บได้นานถึง 3-4 เดือนโดยที่รสชาติยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากซื้อเก็บตุนไว้กินได้นาน ๆ
เมนูอาหารจากบัตเตอร์นัตที่ชาวดาราอั้งนิยมทำกิน
บัตเตอร์นัตเป็นวัตถุดิบที่นำไปทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งผัด ต้ม แกง หรือแม้แต่ทำขนมหวานและเค้ก เมนูยอดนิยมของชาวดาราอั้งคือแกงบัตเตอร์นัต ที่มีเนื้อนุ่มหวาน ตัดกับน้ำแกงรสเผ็ดเค็มนิด ๆ เข้ากันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีการทดลองทำเมนูใหม่ ๆ อย่างขนมพายบัตเตอร์นัตผสมโยเกิร์ตและบิสกิต ที่ให้รสชาติหวานมันตัดเปรี้ยว เนื้อกรอบนอกนุ่มใน ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียแปรรูปบัตเตอร์นัตที่น่าสนใจไม่น้อย
เรื่องราวจากไร่บัตเตอร์นัต สู่พืชเศรษฐกิจของชุมชนปางแดงใน
เดิมทีพื้นที่เกษตรของบ้านปางแดงในเคยเป็นไร่ข้าวโพดที่ปลูกกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ไม่มีไม้ยืนต้นแซมเลย จนกระทั่งมีหน่วยงานโครงการพัฒนาพื้นที่สูงเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และวิธีการปลูกพืชแบบใหม่ เริ่มจากปลูกถั่วเสริมในแปลงข้าวโพด ต่อด้วยไม้ผล เมล่อน และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นบัตเตอร์นัตหมุนเวียนตามฤดูกาลในโรงเรือน
หนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวมาปลูกบัตเตอร์นัตอย่างเต็มตัวคือหนุ่มที่เคยทำไร่ข้าวโพดช่วยพ่อแม่มาก่อน แต่ด้วยความเหนื่อยยากของการทำไร่ข้าวโพดแบบเดิม ทำให้เขาตัดสินใจออกไปทำงานโรงงานในเมืองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตในเมืองและกลับมาอยู่บ้าน เมื่อกลับมาเขาได้เปลี่ยนความคิดจากที่เคยไม่ชอบเกษตรกรรม มาเป็นการทำเกษตรอย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากปลูกเมล่อนก่อน แล้วจึงขยับมาปลูกบัตเตอร์นัตหมุนเวียนกันไป จนถึงวันนี้ปลูกบัตเตอร์นัตมาแล้วกว่า 2 ปี
ไม่ใช่แค่เกษตรกรรุ่นใหม่เท่านั้นที่หันมาปลูกบัตเตอร์นัต ผู้อาวุโสในหมู่บ้านก็เป็นอีกแรงสำคัญที่ผลักดันให้ความรู้เรื่องนี้แพร่หลาย โดยได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานเรื่องการเกษตรที่ประเทศเยอรมนี แล้วนำความรู้เรื่องระบบน้ำหยดกลับมาปรับใช้ในโรงเรือน ช่วยประหยัดน้ำและทำให้ปลูกบัตเตอร์นัตในโรงเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนจะถ่ายทอดความรู้นี้ต่อให้กับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ในชุมชน
ทุกวันนี้บัตเตอร์นัตกลายเป็นพืชที่มีตลาดรองรับแน่นอน ปลูกได้เท่าไหร่ก็ขายหมด ทำให้ชาวบ้านปางแดงในหลายคนเริ่มสนใจปลูกบัตเตอร์นัตกันมากขึ้น และยังฝันถึงการส่งออกในอนาคต สำหรับหนุ่มเกษตรกรที่เคยหนีชีวิตเกษตรกรรมไปทำงานโรงงาน วันนี้เขาบอกว่าการทำเกษตรทำให้ได้อยู่กับครอบครัว วางแผนเวลาทำงานได้ด้วยตัวเอง และมีความสุขมากกว่าการไปขายแรงงานในเมืองอย่างที่เคยเป็นมา
จากไร่ข้าวโพดที่แสนเหนื่อยยาก สู่แปลงบัตเตอร์นัตในโรงเรือนที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง เรื่องราวของบ้านปางแดงในสะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวและเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งชุมชนได้จริง และบัตเตอร์นัตก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ที่ทั้งอร่อยและยั่งยืนไปพร้อมกัน
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
หมู่บ้านปางแดงใน แหล่งรวมพี่น้องชาติพันธุ์ดาราอั้งที่ขึ้นชื่อเรื่องงานหัตถกรรมและวิถีชีวิตที่เรียบง่าย วันนี้ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ บัตเตอร์นัต พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมของคนในหมู่บ้านแห่งนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
บัตเตอร์นัตคืออะไร ต่างจากฟักทองธรรมดาอย่างไร
บัตเตอร์นัตคือฟักทองอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีความแตกต่างจากฟักทองทั่วไปอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่รูปทรงที่คล้ายน้ำเต้า ผิวเนียนเรียบ ไม่ขรุขระเหมือนฟักทองทั่วไป ส่วนเนื้อข้างในก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟักทองธรรมดามักมีเนื้อสัมผัสเหนียวหนึบ ในขณะที่เนื้อของบัตเตอร์นัตจะมีความหวาน นุ่ม เนียน ละเอียดกว่ามาก ด้วยสภาพอากาศทางภาคเหนือที่เย็นสบาย ยิ่งช่วยเสริมให้รสชาติของบัตเตอร์นัตหวานมันและผิวเนียนขึ้นไปอีก
ลักษณะของบัตเทอร์นัตที่พร้อมเก็บเกี่ยว
การจะรู้ว่าบัตเตอร์นัตลูกไหนพร้อมเก็บเกี่ยวแล้วนั้น ต้องดูจากอายุและลักษณะภายนอกประกอบกัน โดยหลังจากผสมเกสรแล้วประมาณ 45 วัน หรือรวมอายุตั้งแต่ปลูกประมาณ 90 กว่าวัน ก็สามารถเก็บขายได้ วิธีสังเกตคือดูที่ขั้วและสีผิว หากขั้วเริ่มออกสีเหลืองอมน้ำตาลและผิวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งลูก แสดงว่าบัตเตอร์นัตแก่พร้อมกินแล้ว ส่วนลูกที่ยังมีผิวสีขาวถือว่ายังอ่อนอยู่ เวลาตัดควรตัดให้ชิดขั้วมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ขั้วไปกระแทกโดนลูกอื่นจนผิวเสียหายระหว่างขนส่ง
วิธีปลูกบัตเตอร์นัต ตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บผลผลิต
ขั้นตอนการปลูกบัตเตอร์นัตเริ่มจากการเพาะกล้า โดยนำเมล็ดไปบ่มในน้ำอุ่นประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นห่อด้วยผ้าขาวเก็บไว้ในกล่องทึบแสง ทิ้งไว้หนึ่งคืนแล้วเปิดดู หากมีรากงอกออกมาก็เริ่มเพาะลงถาดได้ โดยวางเมล็ดเอาหัวลงเพื่อให้รากแตกและชอนไชลงดินได้ง่าย หลังเพาะแล้วต้องรดน้ำให้ชุ่มและดูแลจนกล้ามีอายุประมาณ 12 วันจึงย้ายลงแปลงปลูกจริง
การเตรียมดินจะใส่ปุ๋ยหมักและปูนขาวรองก้นหลุมเพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะสม ระยะปลูกของบัตเตอร์นัตควรเว้นห่างประมาณ 50 เซนติเมตรต่อต้น เพื่อให้ใบไม่แน่นจนเกินไป ลดการสะสมโรคและแมลง อีกทั้งยังช่วยให้ผิวสวยและลมพัดผ่านได้ดี บัตเตอร์นัตนิยมปลูกในโรงเรือนที่มีตาข่ายกันแมลงแต่ให้ลมผ่านได้ ป้องกันฝนและเชื้อราที่อาจทำให้พืชเสียหาย
หลังปลูกประมาณ 5 วันจะเริ่มใส่ปุ๋ย AB ผสมน้ำผ่านระบบน้ำหยดสัปดาห์ละครั้ง เมื่อบัตเตอร์นัตอายุประมาณ 28 วันจะเริ่มผสมเกสรได้ และเมื่อเริ่มติดลูกจะคัดเหลือไว้ต้นละ 3 ลูก พร้อมไว้ใบประมาณ 25 ใบ เพื่อให้ต้นสะสมอาหารเลี้ยงลูกได้เต็มที่ โดยหนึ่งรอบการปลูกบัตเตอร์นัตสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 3-4 รุ่น และปลูกได้ตลอดทั้งปี ใช้เวลาราว 90 วันต่อรอบตั้งแต่ปลูกจนเก็บขาย
เกรดและราคาของบัตเตอร์นัตในตลาด
บัตเตอร์นัตที่ปลูกในบ้านปางแดงในจะถูกแบ่งเป็นเกรดตามน้ำหนักและรูปทรง โดยเกรดเอคือลูกที่สวยสมบูรณ์ น้ำหนักเริ่มต้นที่ 5 ขีดขึ้นไป ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม เกรดบีจะมีน้ำหนักตั้งแต่ 200-400 กรัม ราคาประมาณ 30 บาท ส่วนเกรดซีคือลูกที่มีน้ำหนักน้อยหรือรูปทรงไม่สวย รวมถึงลูกที่ใหญ่เกิน 700 กรัม ราคาจะอยู่ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม เพราะบัตเทอร์นัตมีตลาดรองรับแน่นอน ปลูกได้เท่าไหร่ก็ขายได้หมด ทำให้ชาวบ้านหลายรายในพื้นที่เริ่มหันมาสนใจปลูกบัตเทอร์นัตกันมากขึ้น และในอนาคตยังฝันไปถึงการส่งออกด้วย
ประโยชน์ของบัตเตอร์นัตต่อสุขภาพ
นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว บัตเตอร์นัตยังมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ช่วยบำรุงสายตาเพราะมีวิตามินเอสูง มีเส้นใยอาหารสูงที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย และยังช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากกินอาหารที่มีประโยชน์แต่ยังคงความอร่อยไว้ครบ
วิธีเก็บรักษาบัตเตอร์นัตให้อยู่ได้นาน
จุดเด่นอีกอย่างของบัตเตอร์นัตคือเก็บรักษาได้ง่ายและนาน โดยหลังจากเก็บเกี่ยวมาแล้วไม่ควรล้างทำความสะอาดทันที เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ง่าย ควรวางไว้ในที่ร่ม ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น ก็สามารถเก็บได้นานถึง 3-4 เดือนโดยที่รสชาติยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากซื้อเก็บตุนไว้กินได้นาน ๆ
เมนูอาหารจากบัตเตอร์นัตที่ชาวดาราอั้งนิยมทำกิน
บัตเตอร์นัตเป็นวัตถุดิบที่นำไปทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งผัด ต้ม แกง หรือแม้แต่ทำขนมหวานและเค้ก เมนูยอดนิยมของชาวดาราอั้งคือแกงบัตเตอร์นัต ที่มีเนื้อนุ่มหวาน ตัดกับน้ำแกงรสเผ็ดเค็มนิด ๆ เข้ากันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีการทดลองทำเมนูใหม่ ๆ อย่างขนมพายบัตเตอร์นัตผสมโยเกิร์ตและบิสกิต ที่ให้รสชาติหวานมันตัดเปรี้ยว เนื้อกรอบนอกนุ่มใน ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียแปรรูปบัตเตอร์นัตที่น่าสนใจไม่น้อย
เรื่องราวจากไร่บัตเตอร์นัต สู่พืชเศรษฐกิจของชุมชนปางแดงใน
เดิมทีพื้นที่เกษตรของบ้านปางแดงในเคยเป็นไร่ข้าวโพดที่ปลูกกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ไม่มีไม้ยืนต้นแซมเลย จนกระทั่งมีหน่วยงานโครงการพัฒนาพื้นที่สูงเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และวิธีการปลูกพืชแบบใหม่ เริ่มจากปลูกถั่วเสริมในแปลงข้าวโพด ต่อด้วยไม้ผล เมล่อน และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนมาเป็นบัตเตอร์นัตหมุนเวียนตามฤดูกาลในโรงเรือน
หนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผันตัวมาปลูกบัตเตอร์นัตอย่างเต็มตัวคือหนุ่มที่เคยทำไร่ข้าวโพดช่วยพ่อแม่มาก่อน แต่ด้วยความเหนื่อยยากของการทำไร่ข้าวโพดแบบเดิม ทำให้เขาตัดสินใจออกไปทำงานโรงงานในเมืองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตในเมืองและกลับมาอยู่บ้าน เมื่อกลับมาเขาได้เปลี่ยนความคิดจากที่เคยไม่ชอบเกษตรกรรม มาเป็นการทำเกษตรอย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากปลูกเมล่อนก่อน แล้วจึงขยับมาปลูกบัตเตอร์นัตหมุนเวียนกันไป จนถึงวันนี้ปลูกบัตเตอร์นัตมาแล้วกว่า 2 ปี
ไม่ใช่แค่เกษตรกรรุ่นใหม่เท่านั้นที่หันมาปลูกบัตเตอร์นัต ผู้อาวุโสในหมู่บ้านก็เป็นอีกแรงสำคัญที่ผลักดันให้ความรู้เรื่องนี้แพร่หลาย โดยได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานเรื่องการเกษตรที่ประเทศเยอรมนี แล้วนำความรู้เรื่องระบบน้ำหยดกลับมาปรับใช้ในโรงเรือน ช่วยประหยัดน้ำและทำให้ปลูกบัตเตอร์นัตในโรงเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อนจะถ่ายทอดความรู้นี้ต่อให้กับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ในชุมชน
ทุกวันนี้บัตเตอร์นัตกลายเป็นพืชที่มีตลาดรองรับแน่นอน ปลูกได้เท่าไหร่ก็ขายหมด ทำให้ชาวบ้านปางแดงในหลายคนเริ่มสนใจปลูกบัตเตอร์นัตกันมากขึ้น และยังฝันถึงการส่งออกในอนาคต สำหรับหนุ่มเกษตรกรที่เคยหนีชีวิตเกษตรกรรมไปทำงานโรงงาน วันนี้เขาบอกว่าการทำเกษตรทำให้ได้อยู่กับครอบครัว วางแผนเวลาทำงานได้ด้วยตัวเอง และมีความสุขมากกว่าการไปขายแรงงานในเมืองอย่างที่เคยเป็นมา
จากไร่ข้าวโพดที่แสนเหนื่อยยาก สู่แปลงบัตเตอร์นัตในโรงเรือนที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง เรื่องราวของบ้านปางแดงในสะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวและเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งชุมชนได้จริง และบัตเตอร์นัตก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ที่ทั้งอร่อยและยั่งยืนไปพร้อมกัน
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:



























































