ก็มันคาใจ
ก็มันคาใจ

EP.3 ซูเปอร์เอลนีโญ ไทยพร้อมรับมือหรือยัง ?

หน้ารายการ
19 ส.ค. 69

ซุปเปอร์เอลนีโญกำลังมา: ไทยจะเจออะไร แล้วเราจะรับมืออย่างไร

ปรากฏการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่และไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วมันใกล้ตัวกว่าที่คิด และกำลังจะกระทบทั้งกระเป๋าสตางค์ จานข้าว และวิถีชีวิตของเรา รายการ ก็มันคาใจ EP3 ชวน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ มาช่วยฉายภาพว่ามันเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร และประเทศไทยควรเตรียมรับมือทั้งในระดับบุคคลและระดับนโยบายอย่างไรบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้พูดเรื่องโลกร้อนและเอลนีโญมาตั้งแต่เป็นนิสิตปีสอง รวมเกือบสี่สิบปี ในช่วงแรกเขาเคยคิดว่าผลกระทบรุนแรงคงเกิดหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว แต่ตั้งแต่ราวปี 2020 เป็นต้นมา สถานการณ์กลับเร่งสปีดจนเขาเริ่ม "กลัวตายด้วยตัวเอง" ไม่ใช่แค่กลัวแทนลูกหลาน และย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขภูมิอากาศอย่างเดียว แต่อยู่ที่การแก้ปัญหาของผู้คนที่ยิ่งแก้ยิ่งไม่สำเร็จด้วย

เส้นตาย 1.5 องศา ที่มาถึงเร็วกว่าที่คิด

ตลอดหลายทศวรรษ โลกมีข้อตกลงเรื่องภูมิอากาศมาต่อเนื่อง ตั้งแต่ริโอ เกียวโตโปรโตคอล จนถึงปารีสอะกรีเมนต์ แต่แทบทุกครั้งพอฉบับเก่าใกล้ล้มเหลวก็รีบตกลงฉบับใหม่ จนดูเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาจริงจัง ปารีสอะกรีเมนต์เมื่อปี 2015 ตั้งเป้าให้โลกร้อนไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งควรเป็นเวลาอีก 75 ปี แต่เอาเข้าจริงตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ปี โลกก็กำลังจะร้อนเกิน 1.5 องศาราวปี 2030 คือเร็วกว่าที่ตั้งเป้าไว้หลายสิบปี

หากเกิน 1.5 องศา ยังพอเรียกว่า "กระเสือกกระสน" ไปต่อได้ แต่ถ้าเกิน 2 องศาเมื่อไหร่ เราจะเจอภัยพิบัติในระดับที่ต่างออกไป เทียบได้กับน้ำท่วมหาดใหญ่ปีละสี่ครั้ง หรือไฟป่าแบบยุโรปที่รุนแรงกว่านี้สิบเท่า ซึ่งในอีก 20-30 ปี เราอาจไปถึงจุดนั้น ส่วนคำถามที่ว่าโลกร้อนเกิดจากมนุษย์หรือไม่ คำอธิบายคือโลกมีวัฏจักรร้อนขึ้นเองอยู่แล้วเหมือนเตาถ่านที่ค่อย ๆ ระอุ แต่มนุษย์ "เอาพัดไปพัด" การร้อนขึ้น 1 องศาในช่วงสองพันถึงห้าพันปีเป็นเรื่องปกติที่สิ่งมีชีวิตปรับตัวได้ แต่ 1 องศาในเวลาไม่ถึงร้อยปีคือคนละเรื่องกัน

ซุปเปอร์เอลนีโญคืออะไร และทำไมรอบนี้ถึงแรงเป็นพิเศษ

เอลนีโญและลานีญาเป็นปรากฏการณ์ในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลกับประเทศริมมหาสมุทรอย่างอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ออสเตรเลีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย โดยใช้จุดอ้างอิงกลางมหาสมุทรวัดอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเล หากร้อนเกินค่าเฉลี่ย +0.5 องศาจะเข้าสู่เอลนีโญ ถ้าเย็นกว่า -0.5 องศาคือลานีญา เดิมทีวงจรนี้ใช้เวลาราว 8-10 ปีจึงจะวนรอบ

แต่เมื่อโลกร้อนขึ้น ทะเลซึ่งเก็บความร้อนได้ดีกว่าอากาศและดูดซับความร้อนของโลกไว้เกือบทั้งหมด ก็ยิ่งร้อน ทำให้เอลนีโญทั้งแรงขึ้นและถี่ขึ้น จากที่เคยเกิดทุก 8-10 ปี ครั้งล่าสุดคือปี 2566-2567 ห่างจากรอบนี้เพียงสองสามปี รอบก่อนพีคที่ +1.5 องศาก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่รอบนี้คาดการณ์ว่าช่วงตุลาคม-พฤศจิกายนจะแตะ +2.5 องศา ซึ่งเกิน 2 องศาก็เรียกว่าซุปเปอร์เอลนีโญ และระดับ +2.5 องศาในอดีตเคยเกิดเพียงสองครั้ง ที่หนักไปกว่านั้นคือมันไม่ได้มาลำพัง เพราะธรรมชาติวันนี้อ่อนแอเหมือน "อยู่ในไอซียู" ป่าถูกตัด ภูเขาหัวโล้น ปลาในทะเลเกือบหมด จากเดิมที่ธรรมชาติแข็งแรงและฟื้นทันเมื่อโดนกระทบ กลายเป็นถูกตีด้วยค้อนปอนด์ซ้ำ ๆ จนฟื้นไม่ทัน

ไทม์ไลน์: ประเทศไทยจะเจออะไร เมื่อไหร่

ผลกระทบเริ่มขึ้นแล้ว บางพื้นที่ฝนทิ้งช่วงไปสิบถึงยี่สิบวัน ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียถึงขั้นต้องแบ่งปันน้ำ ในช่วงสองเดือนนับจากนี้อากาศจะแปรปรวน มีทั้งฝนหายและฝนตกหนักปะปนกัน จากนั้นเมื่อเข้าพฤศจิกายน-ธันวาคมฝนจะเริ่มหายยาว ต่อเนื่องไปจนถึงราวมิถุนายนปีหน้า ช่วงที่พีคที่สุดคือเมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน เพราะเป็นทั้งหน้าแล้งและหน้าร้อน ต้นทุนน้ำน้อย บวกกับไฟป่าและฝุ่นที่มาพร้อมกัน

ภาพที่ชัดเจนคือคำอธิบายเชิงติดตลกเรื่อง "เส้นทางหนีภัย" ว่าเดือนธันวาคมอาจหนีจากกรุงเทพฯ (ที่จะโดนฝุ่นหนัก) ขึ้นไปเชียงใหม่ แต่พอเดือนกุมภาพันธ์เชียงใหม่เริ่มโดนฝุ่นและไฟป่าที่แรงเป็นพิเศษก็ต้องหนีกลับ และหากโดนทั้งสองที่ก็อาจต้องไปกระบี่-ตรังที่ PM2.5 และไฟป่าน้อยที่สุด แต่ก็เสี่ยงเจอปัญหาน้ำ เพราะเกาะหลายแห่งใช้น้ำบาดาล เมื่อแล้งจัดน้ำจากก๊อกอาจกลายเป็นน้ำกร่อยน้ำเค็ม

ผลกระทบที่กระเป๋าและจานข้าว

ความเดือดร้อนจะแตกต่างกันไปตามอาชีพ เกษตรกรรมโดนแน่นอน โดยเฉพาะข้าวและคนนอกเขตชลประทานที่จะเจอภัยแล้ง ซ้ำร้ายค่าปุ๋ยยังแพงขึ้นเพราะไทยนำเข้าปุ๋ยเกือบทั้งหมด สวนปาล์มก็ให้ผลผลิตน้อยลง แม้แต่ธุรกิจอย่างร้านกาแฟก็ได้รับผลกระทบ เพราะรอบปีเอลนีโญที่ผ่านมามีร้านเชนใหญ่จ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นถึง 12% จากการที่แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น ส่วนการเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา น้ำที่ร้อนจัดอาจทำให้ผลผลิตตายยกบ่อในพริบตา ในภาพรวม ผลกระทบต่อจีดีพีจากเอลนีโญกรณีฐานอยู่ที่ราว -0.3 ถึง -0.4% แต่หากแรงกว่าที่คาดอาจถึง -0.7% โดยตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลจากสงครามหรือปัจจัยอื่นที่อาจซ้ำเติมเข้ามาอีก

สามน้ำ กับการรับมือที่ไทยยังไปไม่ถึง

การจัดการน้ำแบ่งได้เป็นสามส่วน คือ "น้ำเขียว" (น้ำธรรมชาติที่ป่ากักเก็บ) "น้ำฟ้า" (น้ำที่เรานำมากักเก็บ เช่นในเขื่อนและน้ำบาดาล) และ "น้ำเทา" (น้ำที่ใช้แล้วปล่อยทิ้ง) ในต่างประเทศจะพยายามเพิ่มน้ำเขียวด้วยการรักษาป่า ดูแลน้ำฟ้าให้เก็บได้จริง และนำน้ำเทากลับมารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่สภาพของไทยยังน่าห่วงทั้งสามส่วน น้ำเขียวแย่ลงเพราะพื้นที่ป่าที่เคยตั้งเป้าไว้ 40% เหลือราว 31-32% และป่าที่มีก็กระจัดกระจายเป็นหย่อมเล็ก ๆ ทั้งที่ต้องการผืนใหญ่จึงจะเก็บน้ำฝนได้ ส่วนน้ำฟ้าแม้จะมีเขื่อนมานาน แต่การบริหารอ่างเก็บน้ำย่อยยังใช้การเมืองนำหน้าวิชาการมากเกินไป ขณะที่น้ำเทาแบบรีไซเคิลทำได้เฉพาะรายใหญ่อย่างโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงแรมที่ทำระบบปล่อยของเสียเป็นศูนย์ ส่วนกิจการเล็กและคนทั่วไปยังเข้าไม่ถึง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ภายในหนึ่งปี เพราะต้องใช้เวลาปลูกป่าและสร้างแหล่งเก็บน้ำที่ถูกต้อง

น้ำท่วมถี่ขึ้น ในเมืองที่สร้างมาเพื่อโลกอีกใบ

แม้จะเป็นปีเอลนีโญ แต่น้ำท่วมกลับถี่ขึ้น เพราะเมื่อทะเลร้อนขึ้น ไอน้ำก็ระเหยขึ้นสู่อากาศมากขึ้น อุณหภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น 1 องศาทำให้อากาศอุ้มไอน้ำได้มากขึ้น 7-8% เมฆจึงอ้วนขึ้นและกลายเป็น "เรนบอม" ที่ตกแช่เพียงชั่วโมงเดียวก็ท่วม ปัญหาคือเมืองถูกออกแบบมาสำหรับสภาพอากาศแบบเดิม อย่างกรุงเทพฯ ที่ออกแบบระบบระบายน้ำมารองรับฝนราว 60 มิลลิเมตร แต่วันนี้ฝนตกทีละ 130 มิลลิเมตร จนกลายเป็นคำว่า "น้ำรอการระบาย" และสถานการณ์แบบนี้เกิดทั่วโลก ทั้งหาดใหญ่ โตเกียว และปักกิ่ง สะท้อนว่าเราสร้างเมืองมาในโลกแบบหนึ่ง แต่โลกกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

อีกด้านที่เจ็บปวดคือความเหลื่อมล้ำในการรับมือ กรุงเทพฯ จะไม่ถูกปล่อยให้ท่วมเพราะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง คุ้มค่าที่จะลงทุนสร้างกำแพงและเขื่อนริมเจ้าพระยาป้องกัน เทียบได้กับที่นิวออร์ลีนส์ยอมทุ่มงบมหาศาลเพื่อกันน้ำ แต่พื้นที่อย่างปากน้ำ บางปะกง หรือปากน้ำเพชร ที่มูลค่าทางเศรษฐกิจน้อยกว่า กลับต้องเผชิญน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะไม่คุ้มที่จะสร้างกำแพงพันล้านไปป้องกัน

ทะเลไทยและความมหัศจรรย์ที่กำลังหายไป

ในแง่ทะเล ปะการังกำลังได้รับผลกระทบหนัก มีการประเมินว่าปะการังราว 97% อาจหายไปภายใน 20-30 ปีไม่ว่าจะดูแลดีแค่ไหน และเพราะปะการังทำหน้าที่เป็นเขื่อนกันคลื่นตามธรรมชาติ เมื่อไม่มีปะการังก็ไม่มีเกาะ อย่างมัลดีฟส์ที่เสี่ยงจมน้ำ ผลกระทบยังเป็นลูกโซ่ไปถึงสัตว์น้ำและการท่องเที่ยวดำน้ำ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงแนะนำ "สามสิ่งที่ควรรีบไปดูก่อนจะสาย" คือ หนึ่ง ปะการัง เพราะอีกราว 20 ปีแหล่งดำน้ำหลายแห่งอาจไปไม่รอด สอง ธารน้ำแข็งและฟยอร์ด ที่แม้แต่พาทาโกเนียซึ่งทนที่สุดก็กำลังละลายเร็วมาก เหลือเวลาชมความสวยงามอีกเพียง 5-10 ปี และสาม ทะเลสาบสีฟ้าที่เกิดจากธารน้ำแข็ง ประเด็นที่ใหญ่กว่าความสวยงามคือ ราว 70% ของน้ำจืดในโลกอยู่ในรูปธารน้ำแข็งบนแผ่นดิน เมื่อละลายไม่เพียงทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แต่ยังหมายถึงน้ำจืดที่เรากินเราใช้กำลังหายไปด้วย

ใครรับมือได้ดี: สิงคโปร์และเนเธอร์แลนด์

ตัวอย่างที่รับมือได้ดีที่สุดคือสิงคโปร์ ที่สร้างเกาะกันคลื่นคู่ขนานกับชายฝั่งเสมือนเขื่อนยักษ์ แล้วทำพื้นที่ด้านในเป็นสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้ทั้งเมืองเพื่อช่วยลดความร้อน ออกแบบระบบน้ำอย่างดีให้นำน้ำเทากลับมาใช้ และเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานเกือบทั้งหมด ส่วนเนเธอร์แลนด์ก็จัดการเรื่องแผ่นดินต่ำและการรับมือน้ำทะเลมาเป็นร้อยปี ต่างจากไทยที่มักไป "ดูงาน" มานานเป็นร้อยปีเช่นกันแต่ยังไม่ได้ลงมือทำจริง

ปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเลข: มายด์เซ็ตและการสื่อสาร

สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้ตัวเลขคือช่องว่างการสื่อสาร หน่วยงานระดับบนอย่างจิสด้าและหน่วยงานภาครัฐต่างรู้ข้อมูล แต่ข้อมูลกลับส่งไปไม่ถึงเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรอำเภอหรือประมงจังหวัดหลายครั้งก็ไม่รู้จะแปลงข้อมูลเป็นคำแนะนำอย่างไร เช่นเมื่อบอกว่า "น้ำจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15%" ชาวนาก็ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ ในหลายกรณีคำแนะนำที่ตรงไปตรงมาที่สุดอย่างการให้เลิกอาชีพที่ทำมาหลายชั่วอายุคน ก็เป็นคำที่พูดออกไปได้ยากและทำได้ยากพอกัน

อีกรากของปัญหาคือมายด์เซ็ตของผู้มีอำนาจ ซึ่งส่วนใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไปและเติบโตมากับกรอบคิดที่วัดคุณค่าของประเทศด้วยจีดีพีและตัวเลขเศรษฐกิจ ในเชิงการเมือง การเลือกตั้งทุกสี่ปีก็ผลักให้นักการเมืองเน้นผลงานทางเศรษฐกิจที่เห็นผลไว ขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมใช้เวลานานกว่าและ "ไม่ได้คะแนนเสียง" อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้คนเริ่มเห็นภาพหาดใหญ่หรือแม่สาย หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่าจะหาเงินไปทำไมหากทุกอย่างหายไปในพริบตา อาจารย์สรุปประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า สิ่งแวดล้อมไม่ได้แพ้เศรษฐกิจ แต่แพ้ "ความอยากรวย" ของผู้คนในช่วงเวลานั้นต่างหาก

รับมือระดับบุคคล: สิ่งที่ทำได้เลย

สำหรับคำแนะนำในระดับบุคคล เริ่มจากมายด์เซ็ตว่าถึงเวลานั้นจะเป็น "ตัวใครตัวมัน" รัฐช่วยได้เพียงเล็กน้อย จึงต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก ต่อมาคือวางแผนการเงินให้ดี อย่าก่อหนี้ก้อนใหญ่โดยไม่จำเป็น และควรใจเย็นกับการลงทุน โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ควรประเมินสถานการณ์ก่อน เช่น หากแนวโน้มไม่ดีก็อาจตั้งเป้าผลผลิตไว้ที่ 70% ของปีก่อนและซื้อปุ๋ยน้อยลง เป้าหมายของช่วงแปดเก้าเดือนนี้คือการเซฟตัวเองให้มากที่สุด ไม่ใช่การหวังรวย

ที่สำคัญคือการวางแผนดูแลครอบครัวล่วงหน้า เช่น หากมีพ่อแม่เป็นผู้ป่วยติดเตียงอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรลงทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือก่อนเกิดภัย หรือหากพ่อแม่อยู่บ้านริมน้ำในต่างจังหวัด โจทย์สำคัญคือจะสื่อสารอย่างไรให้ท่านยอมอพยพตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะแต่ละครอบครัวมีบริบทต่างกัน จึงต้องคิดและวางแผนกับสถานการณ์นี้อย่างจริงจังด้วยตัวเอง

ความหวังที่ปลายทาง และคำถามที่คาใจ

แม้ภาพจะหนัก แต่อาจารย์ก็ยังเห็นความหวังในเชิงเทคโนโลยี โดยมองว่าแม้วันนี้เราจะหยุดปล่อยก๊าซได้ทันที โลกก็ยังจะร้อนต่อไปอีกราว 30 ปีจากความร้อนที่สะสมไว้ และเพราะเรายังไม่ถึงจุดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ อีกทั้งยังทำสถิติร้อนใหม่ทุกปี ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากจึงอาจยาวถึง 50-60 ปี ซึ่งตกอยู่กับคนรุ่นที่เพิ่งเกิดตอนนี้มากที่สุด แต่หลังจากผ่านช่วงวิกฤตนั้นไป เมื่อเทคโนโลยีอย่างการดูดซับคาร์บอนและพลังงานสะอาดสมบูรณ์ขึ้น โลกก็น่าจะกลับเข้าสู่สมดุลและน่าอยู่ขึ้นได้ เปรียบเหมือนคนป่วยที่ต้องผ่านช่วงผ่าตัดวิกฤตก่อนจะเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว

ปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่รู้ แต่อยู่ที่ว่าเราสนใจมันหรือเปล่า เพราะโลกมีเพียงใบเดียว และแม้ทุกคนจะรู้ดี แต่กลับยังแทบไม่ได้ลงมือทำอะไรกันอย่างจริงจัง

“ก็มันคาใจ” ชมเต็มอิ่มแบบ Uncut ทุกวันพุธ เวลา 21.30 น. (เฉพาะออนไลน์เท่านั้น) www.thaipbs.or.th/KmanKaJaiYouTube และชมอีกครั้งทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 ทุกวันเสาร์ เวลา 11.30 น.

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย