EP.2 มณฑลไท่กั๋ว เรื่องเวอร์หรือน่ากังวลจริง ?
จีนใหม่ในไทยคือใคร? และทำไม "จีนเทา" ถึงมีได้เพราะ "ไทยเทา"
ในหลายย่านของไทยวันนี้ เราเห็นชุมชนที่คนจีนทำมาค้าขายกันเอง บางแห่งถึงขั้นใช้เงินหยวน จนเกิดคำแซวเชิงประชดว่าเรากำลังกลายเป็น "มณฑลไท่กั๋ว" ของจีนไปแล้วหรือเปล่า คนจีนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาเป็นใคร เข้ามาทำอะไร แล้วเราจะอยู่ร่วมกับพวกเขาอย่างไร รายการ ก็มันคาใจ EP2 ชวน ผศ.ดร.ชฎา เตรียมวิทยา ผู้เขียนหนังสือ "จีนเทา จีนใหม่ ไทยแลนด์" มาช่วยคลายปมที่หลายคนคาใจ
จีนใหม่คือใคร และ "ซินเฉียว" ไม่ใช่ "จีนเทา"
คนจีนที่เข้ามาในช่วงหลังเคยถูกเรียกว่า "ซินอิ๋หมิง" (ผู้ย้ายถิ่นใหม่) แต่หลายคนไม่ชอบคำนี้ และอยากให้เรียกว่า "ซินเฉียว" มากกว่า พวกเขาคือคนจีนที่เลือกออกมาแสวงหาโอกาสในประเทศปลายทาง และไทยก็มีปัจจัยดึงดูด โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและอินเทอร์เน็ตที่แม้ไม่ได้ดีเลิศ แต่ก็เพียงพอให้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบาย สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ คนจีนที่เข้ามาทั้งหมดไม่ใช่ "จีนเทา" เพราะต้องแยกระหว่าง "สัญชาติ" กับคำว่า "สีเทา" สีเทาคือพฤติกรรมของคน ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย อิสราเอล รัสเซีย หรือแม้แต่คนไทยเอง หากทำผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมาย นั่นคือสีเทา
จากอากงอาม่า สู่จีนรุ่นใหม่
คนจีนรุ่นบรรพบุรุษอย่างอากงอาม่าเหลากงเหลาม่า เป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่ย้ายมาไทยในยุคที่จีนแร้นแค้นทั้งเรื่องทรัพยากรและภัยสงคราม หลายคนมาแบบ "เสื่อผืนหมอนใบ" มาขายแรงงานแล้วค่อย ๆ สร้างตัว ดังภาพที่สะท้อนในวรรณกรรมอย่างลอดลายมังกรหรือจดหมายรักของอาม่า ต่างจากจีนรุ่นใหม่ที่เข้ามาด้วยความรู้ เทคโนโลยี และเป็นการย้ายถิ่นตามเศรษฐกิจ
รุ่นบรรพบุรุษเองก็เคยเจอความไม่ไว้วางใจจากรัฐไทยยุคแรก จนมีคำว่า "เรียบร้อยโรงเรียนจีน" ที่หมายถึงการจัดการไม่ให้มีการเรียนการสอนภาษาจีน เพราะหวาดระแวงว่าสอนอะไรกัน จนลูกจีนรุ่นเก่าต้องแอบเรียนภาษาจีน ทั้งที่ตำราจริง ๆ เป็นเพียงการฝึกอ่านธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองสามชั่วอายุคน กลุ่มนี้ก็กลมกลืนกลายเป็นคนไทย ลูกหลานอย่างพวกเราจึงเรียกตัวเองว่าคนไทย
"สีเทา" อยู่ที่พฤติกรรม ไม่ใช่สัญชาติ
เราไม่อาจตอบได้ว่าสัดส่วนเทากับขาวอันไหนมากกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่เห็น บางครั้งคนไทยเห็นร้านหม้อไฟหมาล่าหรือร้านที่เจ้าของเป็นคนจีนก็ตีตราว่า "เทาแน่" ทั้งที่ต้องดูว่าเขาเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ข่าวที่ออกสื่อมักเป็นเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเข้มงวดกับจีนเทาหรือพ่อทิพย์ แต่กลับไม่ค่อยนำเสนอด้านดี เช่น เทคโนโลยีที่เข้ามาตั้งโรงงาน จ้างแรงงานไทย และถ่ายทอดโนฮาวให้วิศวกร อย่างโรงงานแผ่นพีซีบีหรือโรงงานรถยนต์ที่เข้ามาด้วยทุนอย่างถูกต้อง โดยวิศวกรจำนวนหนึ่งก็อยู่ตามสัญญาเพียงสองปีแล้วกลับ แม้โรงงานจะยังตั้งอยู่
อะไรผลักพวกเขาออกจากจีน
แรงผลักมาจากการที่จีนเป็นประเทศกว้างใหญ่และเหลื่อมล้ำ หลายเมืองไม่ได้เจริญเท่าปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง เทียนจิน หรือเซินเจิ้น ประกอบกับการแข่งขันที่สูงมาก จนเกิดวัฒนธรรมทำงานแบบ "996" คือเก้าโมงเช้าถึงสามทุ่ม หกวันต่อสัปดาห์ ซึ่งแม้จะบอกว่าไม่ได้บังคับ แต่ทุกคนก็จำยอมเพราะเป็นการแข่งขันเพื่อให้ผ่านเคพีไอ ทำให้ต้องวิ่งตลอดเวลา ส่วนคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะที่เกิดหลังปี 2000 ก็เลือกจะ "ผังผิง" คือนอนเฉย ๆ หรือไม่ก็ต้องวิ่งท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล
อีกเงื่อนไขเชิงระบบคือ "ทะเบียนบ้าน" ที่จีนผูกสิทธิ์ไว้กับถิ่นกำเนิด ต่างจากไทยที่คนกรุงเทพไปซื้อบ้านที่เชียงใหม่แล้วเป็นของเราได้ แต่ที่จีน คนที่ทำงานในเซินเจิ้นมายี่สิบปีก็อาจไม่มีสิทธิ์ซื้อบ้านที่นั่น และโอกาสทางการศึกษาของลูก เช่น การสอบเข้ามหาวิทยาลัย "เกาเข่า" ก็ต่างกันตามมณฑล เด็กบางมณฑลได้คะแนนสูงกว่าแต่โอกาสน้อยกว่าเด็กเมืองใหญ่ เงื่อนไขเหล่านี้จึงผลักคนจีนส่วนหนึ่งออกมา
ทำไมต้องเป็นไทย
เมื่อเทียบกับเมียนมา ลาว กัมพูชา ไทยได้เปรียบเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและความสะดวก เมื่อเทียบกับมาเลเซียหรือสิงคโปร์ที่เศรษฐกิจดีกว่า ไทยกลับมีค่าครองชีพถูกกว่าและแรงกดดันในการทำงานน้อยกว่า อีกทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียยังมีนโยบายภูมิปุตราที่ให้ความสำคัญกับคนพื้นเมืองก่อน ส่วนฟิลิปปินส์แม้พูดอังกฤษได้ก็มีปัญหาความไม่มั่นคงทางการเมือง คนจีนหลายคนจึงมองว่าไทยปลอดภัยและทำเอกสารราชการง่าย ถึงขั้นที่ใบขับขี่ซึ่งได้ยากมากในจีน กลับได้ง่ายในไทยจนพวกเขาขำ
รูปแบบการเข้ามาก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ครูอาสาสมัครจีนที่มาสอนตามข้อตกลงหนึ่งถึงสองปี วีซ่าทำงานของวิศวกรและล่าม ไปจนถึงวีซ่านักเรียน ซึ่งบางส่วนถูกใช้เป็นช่องทางมาทำงาน มีเอเจนต์จีนอยู่เบื้องหลัง และบางหลักสูตรแม้จะเป็นภาษาจีนโดยมีล่ามแปลในห้องเรียน จนคุณภาพปริญญาถูกตั้งคำถาม
ไทยได้อะไร เสียอะไร
หากจีนใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรมอย่างถูกต้อง แน่นอนว่าเราได้โนฮาว แต่จะได้จริงก็ต่อเมื่อเรารู้จักเรียนรู้จากเขา เหมือนที่จีนเคยเชิญต่างชาติมาลงทุนแล้วเรียนรู้จนพัฒนาตัวเองขึ้นมา ทว่าตั้งแต่ยุค 90 ที่ไทยเปลี่ยนจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เรากลับมองแค่ตัวเลขจีดีพี ไม่ได้มองวิธีคิดหรือวิธีการทำงานของคนจีน จนหลายครั้งคนไทยเลือกเป็นเพียงล่ามหรือผู้ช่วยวิศวกร และวิศวกรไอทีที่จบใหม่บางส่วนก็ถูกกดค่าแรงจากวิศวกรจีนที่ถูกฝึกให้แข่งขันและปรับตัวเรียนภาษามาตั้งแต่เด็ก
ทำไมคนไทยมองจีนใหม่ด้วยความระแวง
น่าสังเกตว่าตั้งแต่เด็ก เรามองประเทศที่รู้สึกว่าเจริญกว่าอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ด้วยความชื่นชม แต่พอจีนพัฒนาตัวเองขึ้นมาขนาดนี้ เรากลับมองด้วยความระแวง ทั้งที่วันนี้ปักกิ่งเจริญกว่ากรุงเทพ มีแท็กซี่ไร้คนขับ หรือระบบโรงอาหารที่พ่อแม่รู้ได้ว่าลูกกินอะไรกี่แคลอรี ประเด็นนี้ซ้อนอยู่กับกระแสข่าวจีนเทาที่มีมาก แต่เรื่องของวัฒนธรรมจีนก็เหมือนเหรียญสองด้าน เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นมีด้านมืดในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่คนทั่วโลกกลับรักญี่ปุ่นผ่านโดราเอมอนหรืออิคคิวซัง ขณะที่จีนพยายามใช้นวัตกรรม เอไอ หรือหุ่นยนต์ แต่คนไทยจำนวนหนึ่งยังจ้องจะแอนตี้ ทั้งที่ในชีวิตประจำวันแทบปฏิเสธไม่ได้ว่าของในบ้านเราชิ้นไหนบ้างที่ไม่ใช่ "เมดอินไชนา"
ซอฟต์พาวเวอร์ และความได้เปรียบที่ไม่เท่ากัน
จีนใช้เทคโนโลยีและการท่องเที่ยวเป็นซอฟต์พาวเวอร์อย่างแนบเนียนมาหลายสิบปี ปีนี้คนไทยไปเที่ยวฉงชิ่งและเฉิงตูดูหมีแพนด้ากันมากเป็นพิเศษ จนบอกว่าไม่ต้องเอาแพนด้ามาไทยก็ได้ อาหารอย่างหม้อไฟหมาล่าก็ได้รับความนิยม เกิดเขยสะใภ้จีนมากขึ้น และเด็ก ๆ ก็อยากได้ทุนรัฐบาลจีนที่ให้เปล่าทั้งประเภทเอและบี จนกลายเป็นที่สนใจของเด็กทั่วโลก
แต่ความได้เปรียบหลายอย่างก็ไม่เท่ากัน เช่น คนไทยไปเปิดช่องเป็นอินฟลูเอนเซอร์ในจีนแทบไม่ได้เพราะกฎเข้มงวด ขณะที่คนจีนมาทำคอนเทนต์ขายผ่านเสี่ยวหงซูหรือติ๊กต็อกในไทยได้ ปัญหาที่ตามมาคือเรื่อง "ศูนย์เหรียญ" ที่เม็ดเงินไม่ได้เข้าระบบไทยแต่ไปหมุนอยู่ในระบบของจีน ตั้งแต่แอปสั่งอาหารไปจนถึงการจ่ายเงินด้วยวีแชทเพย์ อย่างไรก็ตาม มุมกลับก็มี เพราะเวลาคนไทยไปจีนก็ต้องใช้อาลีเพย์หรือเรียกรถผ่านตี๋ตี๋เช่นกัน
ในภาคเศรษฐกิจจริง ทุนจีนที่ไหลเข้ามาก็สร้างปัญหาในรูปของ "ล้ง" ที่เข้ามาแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรอย่างทุเรียน ลำไย หรือกะทิ รวมถึงดอกไม้นำเข้าจากจีน จนผู้ประกอบการหลายวงการรู้สึกถูกดิสรับ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ก็มีการซื้อคอนโดด้วยเงินสด ใช้ทั้งนอมินีและเงินหมุน แม้กฎหมายกำหนดสัดส่วนต่างชาติในคอนโดไว้ที่ 49% แต่คนจีนก็นำส่วนนั้นไปขายต่อและปั่นราคากันเองจนของแพงขึ้น ทั้งที่การโอนเงินซื้ออสังหาฯ ข้ามประเทศนั้นตามระเบียบไม่ใช่เรื่องง่าย
"จีนเทา" ทำงานอย่างไร และหัวใจของปัญหาคือ "ไทยเทา"
ตัวอย่างธุรกิจเทาที่เห็นง่ายคือร้านอาหารในชุมชนคนจีน ซึ่งดูปกติ แต่บางร้านกลับไม่มีลูกค้าหน้าร้านเลย มีเพียงการส่งอาหารทีละร้อยสองร้อยกล่อง จนน่าสงสัย และวันดีคืนดีเจ้าของร้านอาหารก็กลายเป็นที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทขึ้นมา รูปแบบอื่นมีตั้งแต่การฟอกเงินผ่านคริปโต การซื้อขายสัญชาติ บัตรประชาชน และพาสปอร์ตกลางสี่แยกห้วยขวาง ไปจนถึงบริษัทรับจ้างหางานให้คนจีนด้วยกัน และการทำอาชีพต้องห้ามอย่างร้านตัดผมหรือขายพระ ส่วน "นอมินี" ก็มีหลายระดับ ตั้งแต่จ้างคนไทยจดบริษัทแบบ บอจ.5 ไปจนถึงการรับจ้างแต่งงาน
แต่แก่นที่แหลมคมที่สุดคือคำที่ยืนยันตามอาจารย์สุภางค์ จันทวานิช ว่าสิ่งที่ต้องจัดการคือ "คนไทยสีเทา" ที่ไปอำนวยความสะดวก เพราะพ่อทิพย์และนอมินีจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าคนไทยไม่ยินยอม เช่นเดียวกับปัญหาคุณภาพการศึกษาที่จะไม่เกิดถ้าผู้บริหารและอาจารย์ปฏิเสธที่จะรับเด็กไร้คุณภาพมารับปริญญา สรุปได้ว่า "มีจีนเทาได้ในไทย ก็เพราะมีไทยเทาด้วย" และสีเทานี้ไม่ได้จำกัดแค่ชาติจีน แต่พบได้ในหลายชาติ เพราะระบบนิเวศของเราเอื้อให้เกิดความเทาขึ้น
มองอีกด้านของเหรียญ: ความเข้มงวดของจีน
ภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจนคือ ในจีนกฎระเบียบถูกบังคับใช้อย่างแข็งขัน ทั้งกล้องวงจรปิดจำนวนมาก ระบบเครดิตทางสังคม การหักคะแนนใบขับขี่ที่ทำจริง และการต้องรายงานตัวที่สถานีตำรวจเมื่อไปพักอาศัย คนที่อยู่ในระเบียบจึงอยู่ได้ ส่วนคนที่ทำเรื่องแปลก ๆ ก็ถูกผลักออกมา ซึ่งอาเซียนรวมถึงไทยก็เป็นปลายทางหนึ่ง ทางการจีนเองก็กังวลและไม่อยากให้คนของตนไปทำสิ่งไม่ถูกต้องในต่างประเทศ เพราะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จนมีการจัดการร่วมกันดังที่เห็นในกรณีปราบปรามที่โยงถึงเมียนมา
หนังสืออีกเล่มของผู้เขียนคือ "2035 เส้นทางยูโทเปียของจีนใหม่" สะท้อนอีกด้านของเหรียญ ว่าจีนพัฒนาไปไกลเพียงใด เป็นประเทศแรกที่ประกาศว่าทำให้คนกว่า 800 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน มีการพัฒนาสินค้าพื้นเมืองอย่างจริงจัง จัดระเบียบสังคมและศาสนาไม่ให้กลายเป็นเชิงพาณิชย์เกินไป และสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่ทุก ๆ ราวหนึ่งวันครึ่ง เพื่อบอกเล่าตัวตนและอนาคตของชาติ ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บน "ความฝันจีน" ที่ต่างจากอเมริกันดรีม เพราะอเมริกันดรีมคือความฝันของปัจเจก แต่ความฝันจีนคือความฝันของคนทั้งชาติ ที่รวมชนเผ่าถึง 56 กลุ่มให้เป็นหนึ่งเดียว และมองเด็กชนกลุ่มน้อยเป็นทรัพยากรของประเทศ พร้อมยังอนุรักษ์ภาษาถิ่นไว้
โอกาสของไทย
ท่าทีที่เสนอไม่ใช่การเชียร์จีนหรือระแวงจนมีอคติ แต่คือการ "รู้ทัน" รู้ว่าอะไรคือจีน เลือกรับสิ่งที่ดี และสังเกตสังกาอย่างเป็นกลาง โอกาสสำคัญคือการเรียนรู้ เพราะกว่าจีนจะมาถึงจุดนี้ก็เรียนรู้จากญี่ปุ่น เกาหลี และอเมริกามาก่อน คำถามที่ไทยควรถามกลับคือ เราจะสร้างเด็กของเราอย่างไรให้ทันกับโนฮาวและการเติบโตของโลก และเด็กชาวเขาหรือเด็กในพื้นที่ห่างไกลของเรามีโอกาสเท่าเด็กในเมืองหรือไม่ ในเมื่อพวกเขาก็คือทรัพยากรของประเทศเช่นกัน
ส่วนการแก้ปัญหาสีเทา สุดท้ายอยู่ที่ภาครัฐว่าจะเอาจริงกับการบังคับใช้กฎหมาย บัญชี และภาษีมากแค่ไหน เพราะไม่ใช่ว่าเราไม่มีกฎ แต่เวลาบังคับใช้จริงกลับเกิดช่องโหว่ ต่างจากจีนที่เอาจริงจนคนแปลกแยกต้องกระเด็นออกมา นี่จึงเป็นโจทย์ที่ทำให้ต้องกลับมามองตัวเอง ว่าเราจะจัดการกับ "คนไม่ดีในบ้านเรา" ก่อนได้อย่างไร
“ก็มันคาใจ” ชมเต็มอิ่มแบบ Uncut ทุกวันพุธ เวลา 21.30 น. (เฉพาะออนไลน์เท่านั้น) www.thaipbs.or.th/KmanKaJaiYouTube และชมอีกครั้งทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 ทุกวันเสาร์ เวลา 11.30 น.




























































