มาตรการ "รถเก่าแลกกระบะใหม่" นักวิเคราะห์หวั่น "หนี้ครัวเรือนพุ่ง"
ผู้ที่กำลังวางแผน จะซื้อรถใหม่ อาจต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หลังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ ใช้เงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนด 400,000 ล้านบาท เตรียมพิจารณามาตรการ "รถเก่า แลกกระบะใหม่" และ "มาตรการเปลี่ยนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า" วงเงิน 12,000 ล้านบาท
อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า โครงการ เปลี่ยนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า คล้ายโครงการรถยนต์คันแรก ผู้เข้าโครงการ ไม่จำเป็นต้องนำรถมอเตอร์ไซค์คันเก่ามาแลก แต่เป็นการให้เงินอุดหนุนเป็นส่วนลด สำหรับซื้อรถมอเตอร์ไซค์อีวี คันใหม่ ที่ผลิตในประเทศ คนละ 10,00- 20,000 บาท
ส่วนโครงการรถเก่าแลกกระบะใหม่ กรมฯ กำหนดรถเก่า ที่จะเข้าโครงการ ต้องจดทะเบียน ก่อน พ.ศ. 2555 และต้องประเมินราคารถตามสภาพ แต่ไม่เกินคันละ 4 หมื่นบาท สำหรับซื้อรถกระบะไฟฟ้า หรือ ใช้น้ำมันบี 20
พร้อมกำหนดนิยาม รถกระบะในโครงการ ตามโครงสร้าง หรือ แชสซี จึงครอบคลุมสิทธิถึง รถประเภท PPV หรือ รถเอนกประสงค์ ขนาด 5-7 ที่นั่ง เช่น รุ่น ฟอร์จูเนอร์ ปาเจโร่ และมิวเอ็กซ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ กรมฯ กำลังเจรจากับเอกชน ร่วมจ่ายเงินอุดหนุนราคารถ เพิ่มเติมจาก 4 หมื่นบาทแรกของรัฐบาล หลังประเมินว่า ผู้ใช้รถ PPV มีกำลังซื้อสูง ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธสินเชื่อคาดว่าจะเห็นความชัดเจน ก่อนมหกรรมยานยนต์ ปลายปีนี้
ขณะที่ นาย เผิง เยว่ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซิโนทรัค (ประเทศไทย) ผู้ผลิตรถบรรทุกและกระบะไฟฟ้ารายใหญ่จากจีน เปิดเผยว่า กำลังขยายกำลังการผลิต และศูนย์บริการหลังการขาย สต็อกอะไหล่และตั้งศูนย์อบรม ตลอดจน หาพันธมิตรธุรกิจ ตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่และตัวรถในไทย รองรับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต และมาตรการรถเก่าแลกกระบะใหม่แล้ว
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส บัวหลวง หยวนต้า ประเทศไทย มองไปในทิศทางเดียวกันว่า มาตรการดังกล่าวสามารถกระตุ้นการบริโภค ระยะสั้น หลังประเมิน จำนวนรถที่จะเข้าโครงการ คิดเป็น 1% ของยอดการผลิตเท่านั้น
ซ้ำยังกดดันตลาดรถมือสอง และเพิ่มความเสี่ยงในการเพิ่มหนี้เสีย และหนี้ครัวเรือนในระยะยาว หากไม่มีมาตรการรองรับ ซึ่งปัจุจบัน หนี้เสียสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2 ของปี เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.05 หลังครัวเรือน ยังเปราะบางและได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของรายได้



























































