แม่น้ำสายวิกฤต สารหนูเกินมาตรฐาน 25 เท่า จี้เมียนมายุติเหมืองต้นน้ำ
แม่น้ำสาย พรมแดนไทย-เมียนมา บริเวณบ้านหัวฝาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยังมีสีน้ำตาลแดงและขุ่น หลังจากมีฝนตกในพื้นที่ฝั่งไทยและต้นน้ำสายในฝั่งประเทศเมียนมา
เมื่อวานนี้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1(เชียงใหม่) ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ตรวจเบื้องต้นด้วยชุด Test kits พบ สารหนู 0.25 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ถึง 25 เท่า โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำส่งไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม
นายสืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่า แม่น้ำสายอยู่ในภาวะวิกฤตมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่กรมควบคุมมลพิษเริ่มตรวจวัดคุณภาพน้ำ 3 จุดในแม่น้ำสาย และ พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกครั้งที่มีการตรวจสอบ
ส่วนสาเหตุที่แม่น้ำสายมีความขุ่นและปริมาณตะกอนสูงผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกับการชะล้างหน้าดิน หรือ อาจเกิดจากเหมืองแร่ต้นน้ำ ปล่อยสารเคมีลงสู่ลำน้ำโดยตรง และมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ซ้ำ หากยังไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง
สำหรับแนวทางแก้ไขเร่งด่วน เสนอให้การประปา เร่งจัดหาน้ำสะอาดแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่ขาดแคลน ควบคู่กับการประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ไปให้บริการอย่างน้อย 2 ตำบลใน อ.แม่สาย เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดสำหรับบริโภคและใช้ในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน เรียกร้องรัฐบาลไทยเร่งเจรจากับทางการเมียนมา เพื่อให้ยุติการทำเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำแม่น้ำสาย
ข้อมูลจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า สาเหตุที่แม่น้ำสายมีสีขุ่นผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำใน จ.ท่าขี้เหล็ก เบื้องต้นพบข้อมูลเหมืองแร่ทั้งหมด 28 บริษัท ประกอบด้วย เหมืองทองคำ 12 บริษัท เหมืองแมงกานีส 6 บริษัท เหมืองตะกั่วและสังกะสี 6 บริษัท เหมืองดีบุก 3 บริษัท และเหมืองพลวง 1 บริษัท
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า เหมืองทองคำส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองโตนและเมืองสาด ตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ห่างจากชายแดนประมาณ 25 กิโลเมตร และ บริเวณดอยก่อวันพบเหมืองทองคำ 4 บริษัท ห่างจาก อ.แม่สาย ประมาณ 30 กิโลเมตร



























































