HYROX คือการแข่งขันที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก และกำลังได้รับความนิยมในประเทศไทยเป็นอย่างมาก การันตีได้จากสถิติผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 17,500 คน นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังต่างก็มาเข้าร่วม จนกลายเป็นกระแสระดับประเทศ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม HYROX เป็นการแข่งขันที่มีความเสี่ยง มีหลายเรื่องที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องรู้ เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตามมา
HYROX มอบประโยชน์ให้กับร่างกาย แต่หากก้าวข้ามความพอดี ก็อาจนำมาซึ่งภัยทำลายสุขภาพ ความจริงข้อนี้สะท้อนผ่านข้อมูลที่ นพ.ณัฐวุฒิ ไพสินสมบูรณ์ หัวหน้าศูนย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลพระรามเก้า ได้ให้สัมภาษณ์ว่า สัดส่วนการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเพิ่มขึ้น 20-30 %
HYROX เองก็เช่นเดียวกัน เป็นกีฬาแบบ Hybrid ที่บังคับให้ผู้เข้าร่วมต้องใช้ทั้งระบบหัวใจและปอด (Cardio) ควบคู่ไปกับความทนทานของกล้ามเนื้อ (Strength & Muscular Endurance) ไปพร้อม ๆ กัน หากไม่มีการเตรียมตัวที่ดีหรือฝืนกำลังตนเองมากเกินไป อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงและอันตรายที่รุนแรงต่อสุขภาพ แพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ออกมาเตือนถึงอันตรายจากอาการบาดเจ็บจาก HYROX ดังต่อไปนี้
การเตรียมความพร้อม ช่วยลดความเสี่ยง ลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง อันตรายจาก HYROX
- ภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) เกิดจากการที่กล้ามเนื้อถูกโหมใช้งานหนักอย่างรุนแรงจนสลายตัวและปล่อยสารเคมีที่เป็นพิษเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลียเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง และปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายชาหรือสีเลือดจาง ๆ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้สารเคมีเหล่านี้จะเข้าไปอุดตันจนทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
- อาการบาดเจ็บของเอ็นและข้อต่อ (Tendon & Joint Injuries) การออกกำลังกายหนักหน่วงสลับไปมาเป็นเวลานานแบบ HYROX ทำให้เกิดแรงกระแทกสะสมซ้ำ ๆ บนข้อต่อ ส่งผลให้เอ็นรอบหัวเข่าอักเสบ เอ็นข้อเท้าอักเสบ หรือลูกสะบ้าอักเสบ และสำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้วก็อาจเกิดการอักเสบ บวม แดง ร้อน จนเดินไม่ได้
- ภาวะฝึกซ้อมเกินกำลัง (Overtraining Syndrome) การซ้อม HYROX อย่างหักโหมโดยไม่มีวันพักทำให้ระบบประสาทตึงเครียดตลอดเวลา อะดรีนาลินและฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) หลั่งออกมาสูง จนกลับมาทำลายกล้ามเนื้อ ทำลายสมอง ทำให้นอนหลับยาก ฟื้นตัวช้า เป็นตะคริวบ่อย อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย และอาจส่งผลเสียทำให้เกิดไขมันสะสม
อาการบาดเจ็บสะสมอาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัว
- ภาวะความบกพร่องทางพลังงานในกีฬา (REDs) หากร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอต่อการออกกำลังกายที่หนักหน่วง จะส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายเพี้ยน โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อาจพบสภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ
- ความเสี่ยงต่อระบบหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน คนที่มีโรคหัวใจซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ HYROX อาจกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น วูบ หมดสติ หรือหัวใจวายเฉียบพลันระหว่างแข่งได้
- การเสพติดความเจ็บปวด (Pain Addiction) การออกกำลังกายหนักหน่วงจะกระตุ้นการหลั่งโดปามีนและเอนดอร์ฟินเพื่อระงับความเจ็บปวด จนคิดไปว่าความเหนื่อยจากการซ้อม HYROX คือรางวัล (Reward) ถือเป็นสิ่งที่อันตรายมากเพราะจะทำให้ฝืนเล่นหรือฝืนซ้อมต่อทั้งที่ร่างกายบาดเจ็บรุนแรงจนส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว
ตรวจร่างกายประเมินความเสี่ยง อันตรายจาก HYROX
ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้วก็สมควรที่จะทำการตรวจร่างกายเพื่อประเมินตนเองก่อนเข้าร่วมฝึกซ้อมหรือแข่งขัน HYROX ถือเป็นการช่วยคัดกรองความเสี่ยงของโรค ทำให้เรารู้จักตนเอง ประเมินตนเองได้อย่างถูกต้อง วางแผนการฝึกซ้อมและการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว
1. ตรวจระบบการทำงานภายในร่างกาย (Medical Screening)
- ตรวจระบบหัวใจ ถือเป็นส่วนที่ต้องดูแลและคัดกรองความปลอดภัยเป็นอันดับแรกสุด เพื่อตรวจหาโรคซ่อนเร้น เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจเป็นอันตรายอย่างเฉียบพลัน ในยามที่ร่างกายต้องแบกรับความเหนื่อยล้าในระดับสูงตอนเล่น HYROX
- ตรวจการทำงานของอวัยวะและระบบเผาผลาญ (Metabolic Panel) ตรวจค่าเคมีในเลือดพื้นฐานเพื่อดูการทำงานของตับ การทำงานของไต และระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อคัดกรองภาวะเบาหวานและตรวจสอบว่าร่างกายมีภาวะน้ำตาลต่ำได้ง่ายหรือไม่
- ตรวจระดับฮอร์โมน ตรวจเช็กระดับฮอร์โมนในร่างกาย เพื่อประเมินสภาวะสมดุลและนำข้อมูลมาใช้วางแผนรับมือไม่ให้เกิดภาวะฮอร์โมนเพี้ยนหรืออ่อนล้าจากการซ้อม HYROX
2. ตรวจสอบองค์ประกอบร่างกายและความสมดุล (Body Composition & Symmetry)
- ตรวจ DEXA Scan เป็นการสแกนเพื่อประเมินโครงสร้างและองค์ประกอบร่างกายในระดับสูง ที่จะแสดงให้เห็นปริมาณกล้ามเนื้อ ปริมาณไขมัน ความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยให้เห็นภาพรวมภายในร่างกาย เพื่อการดูแลตัวเองได้อย่างตรงจุด
การ Scan ช่วยตรวจสอบร่างกายเชิงลึก
- ตรวจความสมมาตรของร่างกาย (Body Symmetry) เพื่อวิเคราะห์ว่ามวลกล้ามเนื้อและพละกำลังของร่างกายฝั่งซ้ายและฝั่งขวามีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด เนื่องจากร่างกายมนุษย์ตามธรรมชาติจะไม่สมมาตรกันเต็มร้อย แต่การแข่ง HYROX บังคับให้เราต้องออกแรงดึง ผลัก หรือแบกรับน้ำหนักเท่า ๆ กันทั้งสองข้าง หากฝั่งใดฝั่งหนึ่งอ่อนแอกว่าอย่างเห็นได้ชัด จะนำไปสู่อาการบาดเจ็บระหว่างการซ้อมหนักได้ง่ายขึ้น
3. ตรวจสอบระดับสารอาหาร
- ธาตุเหล็ก (Iron) ตรวจเช็กปริมาณธาตุเหล็กในเลือด ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในการสร้างเม็ดเลือดแดงเพื่อทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปเป็นพลังงานให้แก่กล้ามเนื้อ ซึ่งจำเป็นมากต่อนักกีฬา HYROX เพราะเป็นการแข่งขันสายอึด (Endurance)
- วิตามินดี (Vitamin D) ตรวจวัดระดับวิตามินดีในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและช่วยเรื่องการฟื้นตัว (Recovery) ของทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อ จำเป็นอย่างมากในช่วงหลังการแข่งขัน HYROX
4. ประเมินโครงสร้างกระดูกและอาการบาดเจ็บ เพื่อเช็กว่าส่วนใดของร่างกายที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนเริ่ม HYROX เพราะเราอาจมีจุดที่บาดเจ็บอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว การออกกำลังกายหนัก ๆ อาจทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น
สังเกตตัวเอง สัญญาณเตือน ก่อนเกิดอันตรายจาก HYROX
วิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้น
- Resting Heart Rate หรือ RHR (อัตราการเต้นของหัวใจ) หากวันไหนค่า RHR สูงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดหลังการฝึกซ้อม HYROX เช่น ปกติอยู่ที่ 60 แต่เช้านี้ดีดขึ้นไป 80-90 แสดงว่าร่างกายยังฟื้นตัวไม่ทัน ต้องพักผ่อนเพิ่ม
- Heart Rate Variability หรือ HRV (ค่าความแปรปรวนของชีพจร) หากค่า HRV ต่ำลง แปลว่าระบบประสาทและร่างกายกำลังเผชิญความเครียดสะสมสูง ทำให้ทนต่อความเครียดทางกายภาพได้น้อยลง และส่งผลให้ประสิทธิภาพของตนเองลดลง
- Overtraining Syndrome หรือ สัญญาณเตือนภาวะฝึกซ้อมเกินกำลัง เป็นอาการทางกายภาพ เช่น นอนหลับไม่ดี เป็นตะคริวบ่อย ฟื้นตัวช้าลง หงุดหงิดฉุนเฉียวง่ายขึ้น หรือรู้สึกแรงตกอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นส่วนหนึ่งของความบกพร่องทางร่างกาย
ต้องรู้จักร่างกายตนเองเพราะอันตรายเกิดขึ้นได้เสมอ (Photo by JULIEN DE ROSA / AFP)
สัญญาณอันตราย
- สัญญาณภาวะกล้ามเนื้อสลาย มีอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อ่อนเพลียไม่มีแรงเฉียบพลัน ปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายสีเลือดจาง ๆ หรือสีน้ำชา ให้หยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ทันที เป็นสัญญาณอันตรายสะสมที่นำไปสู่ภาวะไตวาย
- สัญญาณเตือนจากระบบหัวใจ มีอาการเจ็บหน้าอกบ่อย ๆ หรือเจ็บแน่นหน้าอกเฉียบพลัน มีอาการใจสั่น หรืออาการวูบ ซึ่งอาจเกิดจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือภาวะหัวใจขาดเลือดซ่อนเร้น สมควรที่จะพบแพทย์ทำการตรวจเช็คทันที
- สัญญาณเตือนการเสพติดความเจ็บปวด ห้ามฝืนร่างกายทั้งที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรง เพราะการพยายามดันทุรังไปต่อท่ามกลางอาการบาดเจ็บจะกลายเป็นการทำร้ายร่างกายมากกว่าการสร้างประโยชน์ในระยะยาว และเกิดการเสพติดความเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว
จะเห็นได้ว่าการฝึกซ้อม HYROX และการแข่ง HYROX ให้ประสบความสำเร็จอย่างปลอดภัยนั้น ต้องพึ่งพาการตรวจเช็คสภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกาย และรู้จักร่างกายตนเองดีพอ เพราะการใช้แต่แรงกายเพียงอย่างเดียวนอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้วอาจทำให้เกิดอันตรายตามมาอีกด้วย
ติดตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
- วิจัยเผย “ออกกำลังกาย” 4 ชม. ก่อนนอน อาจกระทบการนอน-สุขภาพหัวใจ
- ต้อง “ออกกำลังกาย” เท่าใด ? จึงจะ “ชดเชย” การนั่งทั้งวันได้
- ขับถ่ายก่อนออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ออกกำลังกายเป็นยา : 4 ท่าออกกำลังกายทุกส่วน คนสู้โรค
อ้างอิงข้อมูลอาการบาดเจ็บจาก HYROX
- เตรียมแข่ง HYROX ยังไงให้ถึงเส้นชัย.. โดยไม่พาอาการเจ็บกลับบ้าน | BDMS Wellness Clinic
- Hyrox ในมุมของWellness and Longevity | หมอฟ้า (Blue Zone Thailand)









