‘ดอกบัว’ เจ้าของฉายาราชินีแห่งไม้น้ำ ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในแง่ของสุนทรียภาพและความสวยงาม เห็นได้จากกระแสการ ‘ถ่ายรูปถือดอกบัว’ ที่สะพานพุทธ ซึ่งเป็นที่นิยมสุดๆ ในกลุ่มคน Gen Z ยุคนี้
แต่ภายใต้ความงดงาม ความบริสุทธิ์ และสุนทรียภาพที่ได้จากภาพถ่ายนั้น อีกหนึ่งความหมายของ ‘ดอกบัว’ ในทางพุทธศาสนา คือการเกิดใหม่ และการหลุดพ้น ซึ่งวรรณกรรมหลายเรื่อง ก็เลือกหยิบสัญญะที่ซ่อนอยู่ของดอกบัวนี้ มาใช้ในการเล่าเรื่องด้วยเช่นกัน และ ‘เดนดาว NEVERDIE’ คือหนึ่งในวรรณกรรมเหล่านั้น
Thai PBS NOW ชวนสำรวจความหมายของ ‘ดอกบัว’ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่าน ‘น้ำสั่งฟ้า’ และ ‘วิบวับ’ สองตัวละครหลักจาก เดนดาว NEVERDIE วรรณกรรมไทย โดยนักเขียนไทย ที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการหนังสือไทย ในช่วงปลายปีที่แล้ว
***บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน รวมถึงปมสำคัญของนวนิยายเรื่องนี้***
เดนดาว NEVERDIE : คนเหงา 2 คน ที่ดึงดูดกัน ด้วยความเหมือนที่แตกต่าง
เดนดาว NEVERDIE เป็นนวนิยายจากปลายปากกาของ ‘จิตจงกล’ หรือ กมลลักษณ์ สุขชัย นักเขียนหญิง และศิลปินภาพถ่าย ที่มีความหลงใหลในดอกบัวเป็นพิเศษ (สมกับความหมายของชื่อเธอนั่นแหละ) และเคยจัดนิทรรศการ “Red Lotus” จากชุดภาพถ่ายสีสันจัดจ้าน ที่บอกเล่าเรื่องราวของเทพธิดาองค์หนึ่ง ซึ่งถูกลงโทษ เพราะสูญเสียพรหมจรรย์ จนต้องขอไปเกิดเป็น ‘ดอกบัวแดง’

หากแต่ ‘ดอกบัว’ ในเดนดาว NEVERDIE นั้นแตกต่างออกไป เพราะ ‘ดอกบัว’ ในครั้งนี้ ไม่ได้ถูกใช้ในมุมเสียดสีสังคม แต่ถูกใช้เป็นฉากหลัง หรือ ‘พยานรัก’ ของเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งเกิดขึ้น ณ ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
เดนดาว NEVERDIE บอกเล่าเรื่องราวความรักของตัวละครหลัก อย่าง ‘น้ำสั่งฟ้า’ และ ‘วิบวับ’ ชายหนุ่มที่ต่างปลิดปลิว เคว้งคว้าง และล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย คนสองคนที่ ‘แตกต่างกัน’ โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะมองจากภูมิหลัง ชาติกำเนิด หรือต้นทุนทางเศรษฐกิจ

‘น้ำสั่งฟ้า’ หนุ่มผมยาว ท่าทางดูเบื่อโลก เซอร์แดกและติสต์แตก อดีตนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ จากวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่ง ที่รักในงาน ‘ศิลปะร่วมสมัย’ จนยอมหักกับพ่อบังเกิดเกล้า แต่สุดท้ายกลับยอมผันตัวมาเป็นคนขายน้ำเต้าหู้ อาชีพที่ได้รับการสืบทอดมาจากป้าแท้ๆ อาชีพที่เขามองว่า ‘ไม่มีความซับซ้อนทางความรู้สึก’ โดยเก็บงำความฝันที่อยากจะเป็นศิลปินเอาไว้ภายใน
ในขณะที่ ‘วิบวับ’ หนุ่มผมบลอนด์ไฮไลท์ชมพู ที่รักการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ท่าทางภายนอกดูร่าเริงสดใส เหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนตาหวาน แต่ดันมีนิสัยชอบต่อยตีกับชาวบ้านเขาไปทั่ว แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเป็นถึงลูกชายของ นายก อบต. (แน่นอนว่าตำแหน่งนี้ การันตีความรวยล้นฟ้าอยู่แล้ว)
แต่สิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน คือ การชอบฟังเพลงของ Dr.Fuu และบทเพลงของชาวร็อกยุคนั้น, การแบกความเหงาอันเท่าบ้าน, การพยายามหลีกหนีให้ห่างไกลจากครอบครัว รวมถึงการเป็น ‘ลูกชาย’ ในครอบครัวที่ไม่เอา ‘ชายรักชาย’ เพราะคุ้นชินกับ ‘หญิงรักชาย’ หรือ ‘ชายรักหญิง’ มากกว่า
เดนดาว NEVERDIE : ชีวิตของน้ำสั่งฟ้า ลูกชาย (รักชาย) ที่ไม่ตรงตามขนบ
ความรักของ ‘น้ำสั่งฟ้า’ และ ‘วิบวับ’ เกิดขึ้นจาก ‘ความลับ’ ที่จำเป็นต้องปกปิด และไม่อาจ make it happen ให้ได้อย่างใจหวัง
‘น้ำสั่งฟ้า’ เป็นลูกชายคนกลาง จากครอบครัวชนชั้นกลาง (ค่อนไปทางรากหญ้า) ที่แม่หนีตามชู้ไป และทิ้งให้เขาอาศัยอยู่กับพ่อที่อารมณ์ร้าย และไม่ชอบขี้หน้าเขา เพราะโครงหน้าดันไปคล้ายคลึงกับแม่ ผู้สร้าง ‘รอยแผลเป็น’ แห่งความอับอายไว้บนใบหน้าพ่อ บาดแผลซึ่งเกิดจากการถูกเมียสวมเขา
น้ำสั่งฟ้ามีทุกอย่างที่พ่อไม่ชอบ ทั้งหน้าตาที่เหมือนแม่ ชอบขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาในบ้าน นั่นก็คือพ่ออยู่ดี อยากจะเป็นช่างศิลป์ ไม่ใช่ช่างยนต์ ตามแบบฉบับ ‘ลูกผู้ชายแมนๆ’ ของพ่อ และยังเป็นชายรักชาย ที่ไม่อยากพาพ่อขึ้นสวรรค์ ด้วยการเกาะชายผ้าเหลือง - ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เขาแยกตัวออกจากครอบครัว มาใช้ชีวิตสันโดษที่ ‘บ้านสีเขียว’ ท้ายไร่ ใกล้บึงบัวโมเนต์ ซึ่งเป็นมรดกตก ‘เช่า’ จากป้าแท้ๆ ผู้ถ่ายทอดวิชาทำน้ำเต้าหู้และการปั้นซาลาเปา-ปาท่องโก๋ เพื่อทำมาหาเลี้ยงตัวเอง พร้อมกับทำชิ้นงานศิลปะร่วมสมัยอย่าง ‘อาดัม’ จากสวนเอเดน ที่เปลือยเปล่าล่อนจ้อนจำนวนมาก เพื่อชุบชูใจของตนเอง และแอบเก็บมันเอาไว้เป็นความลับใน ‘บ้านสีชมพู’ ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งใกล้จะกลายสภาพเป็น ‘พิพิธภัณฑ์’ จัดแสดงงานศิลปะส่วนตัวของเขาอยู่รอมร่อ

สำหรับน้ำสั่งฟ้า ทั้ง ‘บ้านสีเขียว’ และ ‘บ้านสีชมพู’ ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน และที่เก็บของขนาดเล็ก หากแต่เป็น ‘พื้นที่ขนาดอนันต์’ ที่เขาจะได้แสดงความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ โดยปราศจากการตัดสินจากคนในสังคม และจากคนในครอบครัว
แต่สุดท้าย ‘ความลับในบ้านสีชมพู’ ก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป เมื่อ ‘วิบวับ’ ดันหนีออกจากบ้าน ซึ่งเปรียบเสมือนหอคอยงาช้าง กลับมาที่ ‘บ้านเก่า’ ของตัวเองหลังนี้ และได้เห็น ‘พิพิธภัณฑ์อาดัม’ ฝีมือของน้ำสั่งฟ้าเข้า เขาก็ใช้ ‘ความลับ’ ข้อนี้ มาเป็นเครื่องต่อรอง ขอให้ได้ซุกหัวนอนในบ้านสีชมพูต่อไป แลกกับการที่จะไม่แพร่งพรายความลับเรื่องที่น้ำสั่งฟ้าชอบผู้ชายออกไปให้ใครรู้
แน่นอนว่า ‘น้ำสั่งฟ้า’ ยอมตั้งแต่หน้าประตู ไม่ใช่เพราะใส่ใจกับหน้าตาทางสังคม แต่เป็นเพราะใส่ใจกับสายตาของพ่อมากกว่า
ชาวบ้านจะเชื่อหรือไม่… ไม่ฉิบหายเท่ากับการที่คำพูดจะลอยล่องไปติดหน้าบ้านพ่อคนไม่สำคัญอย่างพ่อค้าน้ำเต้าหู้ อาจจะกลายเป็นเรื่องเล่าคลายเส้น หรืออาจจะแค่แซวเล่นขำๆ อย่างเช่น ไอ้น้ำ “สรุปมึงไว้ผมยาวทำไมวะ” “แล้วมาทำเป็นแอ๊บแมน” แต่มันไม่ขำสำหรับพ่อ
ในตอนแรก ผู้เขียนเอง ก็ค่อนข้างตะขิดตะขวงใจ กับการที่ ‘วิบวับ’ ใช้ ‘ความลับ’ เรื่องนี้มาต่อรองอยู่เหมือนกัน อาจเป็นเพราะเผลอใช้เลนส์ของคนยุคนี้เข้าไปตัดสินเรื่องราว ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2552 หรือเมื่อ 17 ปีที่แล้ว และจากแนวคิดพื้นฐานส่วนตัว ที่มองว่า ‘เพศวิถี’ ของใครสักคน ไม่ควรถูกใช้ในการหาผลประโยชน์ ไม่ว่ากับเรื่องอะไรก็ตาม
แต่เมื่อมานั่งตกตะกอนกับตัวเอง และลองมองในบริบทของตัวละคร ‘วิบวับ’ ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะมืดแปดด้าน ไม่อยากกลับบ้าน เพราะรู้ว่ากลับไป อาจจะต้องเจอกับอะไรบางอย่างที่เลวร้ายยิ่งกว่าอยู่ข้างนอก - บางที สิ่งที่วิบวับทำ อาจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่ง ‘จำเป็นต้องทำ’ เพื่อความอยู่รอดก็ได้
เดนดาว NEVERDIE : ความรักของวิบวับ ที่วับวามไปด้วย ‘ความเชื่อมั่น’
เมื่อลองเหยาะความเป็นคนโรแมนติกเข้าไปในตัวเอง เพื่อเพ่งมองเรื่องราวของวิบวับและน้ำสั่งฟ้าให้มากขึ้น ในฐานะผู้อ่าน (หรือป้าข้างบ้าน) เรามองเห็นแง่งามในความรักของเขาทั้งคู่ ว่ามันเกิดจาก ‘ความเชื่อมั่น’ บางอย่างที่ทรงพลังมากพอ และทำให้คนคนหนึ่งรู้สึก ‘มีค่า’ ขึ้นมา ในวันที่เขาคนนั้น ก็รู้สึกไร้ซึ่งความเชื่อมั่นในตนเอง
‘น้ำสั่งฟ้า’ ที่พยายามปิดกั้นตัวเองจากความรักมานานแสนนาน เพราะเชื่อว่าความรักนั้น ต้องเดิมพันด้วยความรู้สึก ซึ่งไม่มีใครการันตีให้ได้เลยว่า ปลายทางของความสัมพันธ์นั้นจะสมหวัง แต่สุดท้ายก็ต้องมา ‘แพ้ใจ’ ให้กับวิบวับ ผู้ซึ่งแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘เชื่อมั่น’ และ ‘ชื่มชม’ ในตัวเขามากเพียงใด
ทันทีที่ ‘วิบวับ’ ได้เห็น ‘พิพิธภัณฑ์อาดัม’ และผลงานศิลปะร่วมสมัยชิ้นอื่นๆ ที่น้ำสั่งฟ้าซุกซ่อนเอาไว้ในบ้านสีชมพู คำแรกที่เขาพูด ไม่ใช่การตั้งคำถาม หรือการก่นด่าด้วยถ้อยคำผรุสวาท หากแต่เป็นคำชื่นชม
"ผมบอกว่า [งานศิลปะ] โคตรเท่! โคตรแนว แต่แนวอะไรผมไม่รู้หรอกนะ…แต่ผมว่าผมรู้สึก ผมรู้สึกถึงพี่ - เข้ กูพูดดีว่ะ”
“เสียงไอ้วับมันอุ่นๆ ร้อนๆ บอกไม่ถูก รู้สึกประหลาดเหมือนเป็นสิ่งที่รอคอย ทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ากำลังคอยอยู่ ขณะนั้น น้ำเหมือนได้โอกาสลาออกจากอาชีพขายน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋เพียงชั่วคราว และได้เป็นศิลปินเพียงในชั่วครู่” นี่คือสิ่งที่น้ำสั่งฟ้ารู้สึก หลังฟังคำชมที่ไม่ได้ประดิดประดอยถ้อยคำให้สวยหรูของวิบวับ

เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ เรายังต้องการสังคม หรือพื้นที่ปลอดภัยสักแห่ง เอาไว้พักผ่อนหย่อนใจ หลังจากต่อสู้กับความเหงาที่กัดกินหัวจิตหัวใจ มนุษย์อย่างเรายังต้องการใครสักคนมาเป็น “ที่พึ่งทางใจ” (Emotional Support) หรือคนที่ทำให้เรารู้สึกอยู่เสมอว่า “ไม่ได้อยู่คนเดียว” บนโลกใบนี้
แน่นอนว่าชีวิตที่ผ่านมาของ ‘น้ำสั่งฟ้า’ เขาไม่เคยมีใครเป็นที่พึ่งทางใจ ไม่เคยมีใครสนับสนุน หรือให้คุณค่าในสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะคนขายน้ำเต้าหู้ข้างทาง หรือศิลปิน ‘แอบสแตรค’ ที่แอบติสท์แตกบ้างในบางวัน ‘วิบวับ’ จึงเป็นคนแรกและคนเดียวที่ได้ตำแหน่ง Emotional Support ตรงนี้ไป - ไม่รู้ว่าคนอื่นเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร แต่ Big Ass เรียกมันว่า ‘พรหมลิขิต’
เดนดาว NEVERDIE : ความรักที่ซ้อนทับกับโรคหลากหลายอัตลักษณ์
ความรักของ ‘น้ำสั่งฟ้า’ และ ‘วิบวับ’ ค่อยๆ พัฒนาขึ้น จาก ‘ความลับ’ เรื่องแรกที่จำเป็นต้องปกปิดไว้ โดยไม่มีใครรู้เลยว่า จากความลับ ‘เรื่องเดียว’ นั้น จะเป็นประตูที่นำไปสู่ความลับ ‘เรื่องถัดไป’ อีกมากมายนับต่อจากนี้
นอกจากความรู้สึกวูบไหว เหมือนผีเสื้อบินนับร้อยตัวมาบินวนอยู่ในท้อง ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้ง หลังอ่าน ‘บทจีบ’ หรือ ‘บทอัศจรรย์’ ในนวนิยายเรื่องนี้ แต่ก็มีหลายช่วงหลายตอน ที่ผู้เขียนรู้สึกอึดอัดกับความ ‘เดี๋ยวมาเดี๋ยวหาย’ ของวิบวับอยู่พอสมควร
บางครั้งเขาก็มา บางครั้งเขาก็ไป เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ และไม่เคยมีคำอธิบายสักครั้งว่าทำไมถึงต้องหายไป
แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินมาจนถึงท้ายเรื่อง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จิตจงกลสามารถให้คำอธิบายกับทุกความสงสัยของคนอ่านได้ทั้งหมด ซึ่งหากย้อนกลับไปอ่านเดนดาว NEVER DIE อีกครั้ง แบบบรรทัดต่อบรรทัด เราจะค้นพบว่า เธอได้ ‘ทิ้งเบาะแส’ อะไรไว้มากมายให้คนอ่านได้รับรู้ระหว่างทาง
สุดท้ายแล้ว ‘วิบวับ’ คนที่น้ำสั่งฟ้ารักอย่างสุดจิตสุดใจนั้น เป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ที่ของ ‘เส็ง’ ลูกชาย นายก อบต. ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งป่วยเป็นโรคหลายอัตลักษณ์ (Dissociative Identity Disorder - DID) ในร่างของเส็ง มีทั้งเส็ง เล้ง กชกาฬ นันท์ วิบวับ และเดือน ซึ่งแต่ละคนจะจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับอีกคนไม่ได้

เรื่องราวของ ‘เส็ง’ ถูกหยิบมาเล่ามากขึ้นในช่วงใกล้จบเรื่อง และถึงแม้จิตจงกลจะไม่ได้บอกกับเราโดยตรงว่า ‘อัตลักษณ์’ ที่หลากหลายในตัวเส็งนั้นเกิดมาจากอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ‘เส็ง’ เป็นอีกหนึ่งผลผลิตจากบ้าน ที่มีหัวหน้าครอบครัวเป็น ‘ชายแท้’ ชอบใช้ความรุนแรงกับคนในครอบครัว และเก็บสะสมปืนผาหน้าไม้นานาชนิดเอาไว้ในบ้าน เหมือนเก็บใบเซอร์ฯ
ความรุนแรงที่ถูกส่งต่อจากหัวหน้าครอบครัว ไม่เคยให้ผลดีกับใคร และเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีสิ่งมีชีวิตใดบนโลกนี้ควรได้รับมันทั้งนั้น
เดนดาว NEVERDIE : ความเป็นจริงของมนุษย์ที่แตกสลาย แต่ยังเกิดใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สำหรับตัวผู้เขียนแล้ว เดนดาว NEVER DIE ไม่ได้เป็นแค่นวนิยายที่ฉายภาพความรักที่ไม่สมหวังของคนสองคน ซึ่งรักกันปานจะกลืนกิน แต่อยู่ด้วยกันในชีวิตจริงได้ยากเย็นเหลือเกิน แต่เดนดาว NEVER DIE เป็นเหมือนบันทึกการเดินทาง เพื่อค้นหาตัวตนของ ‘ชายหนุ่ม’ ที่เว้าแหว่งไม่เต็มใบ แต่พยายามที่จะจุดเปลวไฟแห่งชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
‘น้ำสั่งฟ้า’ คนที่เคยไม่มั่นใจ และไม่เชื่อมั่นในความฝันที่จะเป็นศิลปิน แต่สุดท้ายกลับตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเดินหน้าทำตามฝัน หลังผ่านเรื่องราวเลวร้าย ได้เป็น ‘น้ำสั่งฟ้า’ ศิลปินที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะเป็น ‘คนอื่น’ ในบางเวลา เพื่อให้ได้งานศิลปะที่สะท้อนถึง ‘ทุกคน’ ไม่ใช่แค่ตัวเอง
ส่วน ‘วิบวับ’ เส็ง เล้ง กชกาฬ นันท์ และเดือน ก็ยังพยายามที่จะ ‘ส่องแสง’ ภายในตัวเองอยู่เช่นเดียวกัน แม้จะยังไม่ได้พบกับ ‘น้ำสั่งฟ้า’ ผู้ที่เคยเป็น (และยังเป็น) แสงสว่างในชีวิต
เดนดาว NEVERDIE ได้ฉายภาพความงามของความรัก ผ่านชีวิตทุกชีวิตที่เติบโต เปลี่ยนผ่าน และก้าวข้ามช่วงวัย จากบึงบัวแห่งนั้น ที่ ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
พวกเขาเป็นดอกบัวที่เติบโตจากโคลนตม แต่เบ่งบานพ้นน้ำได้อย่างสง่างาม ด้วยความแข็งแกร่งภายใน ถึงจะปลิดปลิว เคว้งคว้าง และล่องลอยในบางครั้ง แต่ก็เกิดขึ้นใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ออกแบบหน้าปก : พฤษพล จันทาพูน
อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ จาก Thai PBS









