ภาคเอกชนห่วงชุมนุมรุนแรง-ยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจ

สังคม
04:29
จำนวนผู้ชม 19
Thai PBS
ภาคเอกชนห่วงชุมนุมรุนแรง-ยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจ

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในการประชุมสภาวันที่ 30 พ.ค. เมื่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนันท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พยายามให้สมาชิกลงมติเลื่อนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปรองดองทั้ง 4 ฉบับ ขึ้นมาเป็นเรื่องด่วน ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวนหนึ่งได้ขึ้นไปบนบังลังก์เพื่อขอให้นายสุรนันท์ ยุติการลงมติดังกล่าว ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความวุ่นวาย

ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ต่างกรูขึ้นไปบนบัลลังก์ซึ่งที่นั่งของประธานสภาฯ โดย นายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มาโอบตัวเพื่อกันนายสมศักดิ์ไว้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาต้องเร่งนำตัวนายสมศักดิ์ออกจากห้องประชุมไปอย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 15 นาที ซึ่งระหว่างพักการประชุมอยู่นั้น บรรดา สส.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างจับกลุ่มพูดคุยการทำหน้าที่ของประธานสภา แต่ความวุ่นวายในสภาก็ยังไม่จบสิ้น กระทั่งต้องปิดประชุมเวลา 19 นาฬิกา 35 นาที

สำหรับวันนี้ ( 31 พ.ค.) ยังคงมีการประชุมสภาเป็นวันที่ 2 เพื่อพิจารณาพระราชบัญญัติปรองดองแห่งชาติ หลังจากเมื่อวานนี้ที่ประชุมยังไม่มีมติว่าจะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องด่วนหรือไม่

ส่วนการชุมนุมนอกสภาเวลานี้ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นห่วงว่า การชุมนุมยืดเยื้อ อาจกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวมากที่สุด ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้การชุมนุมประท้วงอยู่ในกรอบและไม่มีความรุนแรง เนื่องจากขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการประชุมเวิลด์อีโคโนมิคฟอรั่มที่ไทยเป็นเจ้าภาพ จึงไม่ต้องการให้ผู้ใดเอาประเทศชาติมาเป็นตัวประกัน เช่นเดียวกับนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เชื่อว่า การเรียกร้องดังกล่าว ต่างชาติเข้าใจดี เนื่องจากเป็นวิถีทางของระบอบประชาธปิไตย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นและยืดเยื้อ กระทั่งนำไปสู่ความรุนแรง ความเสียหายกับเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมระมัดระวังการใช้สิทธิที่จะกระทบต่อบุคคลอื่น ขณะเดียวกัน การชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีต ทำให้ประเทศชาติได้รับบทเรียนมาแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้

ทางด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า การออกกฎหมายฉบับนี้ อาจเกิดไม่สงบทางการเมืองขึ้นได้ และจะกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่จะไม่รุนแรงเหมือนในอดีต เพราะเชื่อว่า ผู้ประกอบการไทย สามารถปรับตัวรับมือผลกระทบระยะสั้นที่อาจจะเกิดขึ้นได้