นายกสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนฟ้องระงับการก่อสร้างเขื่อนรอบนิคมฯ
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อน และตัวแทนทนายความผู้รับมอบอำนาจจากชาวบ้าน 39 คน ที่พักอาศัยอยู่โดยรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการสวนอุตสาหกรรมที่มีการสร้างเขื่อน พนังกั้นน้ำ หรือการยกถนนเป็นเขื่อนหรือป้องกันขัดขวางการไหลของน้ำหลากเดินทางมาที่ศาลปกครอง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม เพื่อยื่นฟ้องการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คณะกรรมการ กยน. และ กยอ.ให้ระงับ และเพิกถอนการดำเนินโครงการ หรือ กิจกรรมการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นรอบนิคมอุตสาหกรรม 11 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ รวมทั้งให้หน่วยงาน 7 แห่งร่วมกันจัดทำแผนการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม กำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
กฎหมายสิ่งแวดล้อมปี 35 เขียนไว้ชัดเจนว่า โครงการเหล่านี้จะต้องทำผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แต่เมื่อมีการปรับปรุงขยายหรือเพิ่มเติม ก็จะต้องส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการ ผู้ชำนาญการ เห็นชอบเสียก่อน ก่อนที่จะมาดำเนินการ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการได้ดำเนินการไปก่อนล่วงหน้า ซึ่งถือว่าเป็นการขัดต่อกฏหมายโดยชัดเจน
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า นโยบายการสร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรม เป็นอำนาจการบริหารงานของรัฐที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่างความเดือดร้อนของประชาชนกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน
สำหรับนิคมอุตสาหกรรมที่มีการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เขตประกอบการสวนอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร สวนอุตสาหกรรมบางกะดี และสวนอุตสาหกรรมนวนคร ส่วนเขตประกอบการอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์วังน้อย มีการสร้างถนนเป็นเขื่อนป้องกัน หรือขัดขวางการไหลของน้ำหลาก
ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมอีก 4 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางพลี และนิคมอุตสาหกรรมบางปู ก็จะตรวจดูการสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมถาวร แต่การฟ้องคดีครั้งนี้สมาคมฯยังขอให้ศาลกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ด้วยการสั่งให้ระงับการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานประกรรมการส่งเสริมกองทุนประกันภัยบัติ กล่าวว่า หากศาลปกครองระงับการสร้างเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรมตามคำร้องของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน คณะกรรมการส่งเสริมกองทุนประกันภัยบัติต้องหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนการปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันภัยธรรมชาติ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปแล้วที่ร้อยละ 0.5 - 1.25 ต่อปี และอาจกระทบต่อการเปิดจำหน่ายกรมธรรม์ในปลายเดือนนี้ด้วย ขณะเดียวกัน ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างร้ายแรง เทียบเท่ากับกรณีศาลปกครองสูงสุดสั่งระงับการก่อสร้างโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 76 แห่ง
