3 กรรมการ กสทช.เปิดข้อเท็จจริงประชุมนัดพิเศษ ยันถูกต้องตามกฎหมาย ปัดสั่งลบเทป

การเมือง
17:34
จำนวนผู้ชม 69
Thai PBS
3 กรรมการ กสทช.เปิดข้อเท็จจริงประชุมนัดพิเศษ ยันถูกต้องตามกฎหมาย ปัดสั่งลบเทป

วันนี้ (23 ต.ค.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงการประชุม กสทช. นัดพิเศษ โดยยืนยันอำนาจปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย พร้อมเดินหน้าประชุมต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ตามที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. และการดำเนินการประชุมของกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่นั้น ขอยืนยันว่าการประชุม กสทช. ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ และจะยืนหยัดมิให้การปฏิบัติหน้าที่ กสทช. เกิดสภาวะชะงักงันจนนำไปสู่ความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ โดยชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน ดังนี้

1.สถานะของกรรมการและองค์ประชุมตามกฎหมาย

เมื่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่าชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. และให้ถือว่าสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่แรก โดยผลของกฎหมาย ซึ่งในขณะนี้ ยังไม่มีคำสั่งศาลให้ระงับหรือทุเลาการบังคับดังกล่าวของคณะกรรมการสรรหา กสทช. กรรมการที่เหลืออยู่จึงเห็นว่าต้องดำเนินการตามผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นอย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม กำหนดให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ หากมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน ขณะที่ข้อ 25 วรรคหนึ่งของข้อบังคับการประชุม กสทช. กำหนดองค์ประชุมไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

เมื่อมีกรรมการเข้าประชุมครบองค์ประชุมตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมสามารถประชุมและปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดได้ โดยในกรณีที่ไม่มีประธานอยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ข้อ 26 ของข้อบังคับการประชุมฯ เปิดช่องให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนได้

2.การดำเนินการจัดประชุมเป็นไปตามระเบียบ กสทช. โดยครบถ้วน และโปร่งใส

การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ที่ผ่านมาทั้ง 4 ครั้ง ได้ดำเนินกระบวนการอย่างรอบคอบ ยึดหลักกฎหมายทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหยิบยกเอาระเบียบวาระการประชุมที่สำนักงาน กสทช. ได้เสนอให้ประธาน กสทช. ในขณะที่ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำการบรรจุวาระไว้แล้วมาบรรจุเป็นวาระการประชุมนัดพิเศษทั้งหมด ส่วนวาระเร่งด่วนจำเป็นได้พิจารณาบรรจุเป็นวาระจร โดย กสทช. 6 คนมีมติให้กรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุมและให้อำนาจตามข้อบังคับการประชุมพิจารณาบรรจุวาระโดยครบถ้วน

นอกจากนี้ ตลอดการประชุมมีการบันทึกการประชุมทั้งแบบลายลักษณ์อักษร และบันทึกเสียงอย่างครบถ้วน

ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการสั่งให้ลบเทปการประชุมเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริง เพราะ กสทช. ทั้ง 6 คน ทราบดีว่าบันทึกประชุมในรูปแบบเสียงสามารถใช้เป็นหลักฐานและตรวจสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนาของกรรมการ กสทช. 6 คน ที่ต้องการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงไม่เคยมีการสั่งการให้ลบเทปแต่อย่างใด

ทั้งนี้ หากรักษาการเลขาฯ ได้เข้ามาร่วมประชุมและทำหน้าที่เลขานุการการประชุมตามที่กรรมการทั้ง 6 คนได้แจ้งขอไป ก็ย่อมจะทราบดีถึงความจริงในส่วนนี้

ส่วนการจัดส่งมติที่ประชุมเพื่อให้สำนักงานฯ นำไปปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2569 รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ในฐานะ กสทช. ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ลงนามแจ้งมติที่รับรองแล้วไปให้รักษาการเลขาธิการฯ แล้ว

ดังนั้น สถานการณ์ในขณะนี้จึงอยู่ที่สำนักงาน กสทช. ต้องนำมติที่ประชุม กสทช. ไปปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทันท่วงที มิใช่การหาเหตุกล่าวอ้างซึ่งกลายเป็นการประวิงเวลาและอาจสร้างความเสียหายให้รุนแรงมากขึ้น

3.ความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่ กสทช.

การประชุม กสทช. นัดพิเศษที่ผ่านมาทั้ง 4 ครั้ง กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดที่จะให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ กสทช. มาโดยตลอด ตั้งแต่การพยายามแจ้งให้ รักษาการเลขาธิการ กสทช. (นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล) เข้าปฏิบัติหน้าที่เลขานุการในที่ประชุม แต่กลับได้รับการแจ้งตอบมาทุกครั้งว่าไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ให้กับกรรมการ กสทช. 6 คนได้ เนื่องจากต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในห้องประชุมที่ นพ.สรณ กำหนดไว้ในวันและเวลาเดียวกัน ซึ่งก็รวมถึง ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนรักษาการเลขาธิการ (นายฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด) ที่ได้เคยมาแจ้งในที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษ ในลักษณะเดียวกัน โดยยืนยันว่าจะต้องรออยู่ในห้องประชุมอีกห้องหนึ่งที่ นพ.สรณ กำหนดไว้แต่ไม่มีกรรมการเข้าร่วมประชุมจนกว่าจะถึงเวลา 16.30 น. ของวัน และในวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา ก็ยังคงมีการนัดประชุมซ้อนกัน โดย นพ.สรณ ยังคงมานั่งเป็นประธานในห้องประชุมที่กำหนดไว้

จนกระทั่งเวลา 11.30 น. แจ้งยกเลิกการประชุมในห้องนั้นไป ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 4/2569 ที่มีกรรมการ กสทช. 6 คนยังคงนั่งประชุมอยู่ เหตุใด รักษาการเลขาธิการ กสทช. (นายไตรรัตน์) จึงไม่ยอมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เลขานุการในที่ประชุมทั้งที่เหตุที่เป็นข้อกล่าวอ้างว่าไม่อาจเข้าร่วมประชุมกับกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ได้มาตลอดได้หมดสิ้นไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การประชุม กสทช. ก็จำเป็นต้องดำเนินการต่อไป โดยที่ประชุมได้ให้มีการบันทึกเสียงการประชุมอย่างต่อเนื่อง นอกจากเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ยังเพื่อให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. สามารถตรวจสอบการให้ข้อมูลของตนเองได้ด้วยซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ให้ข้อมูลในที่ประชุม แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ความไม่เป็นธรรมที่อาจกำลังเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่และให้ข้อมูลต่อที่ประชุมเพียงเพราะการปฏิบัติงานตามหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

เนื่องจากมีข้อมูลภายในสำนักงาน กสทช. ว่า เจ้าหน้าที่ที่มาสนับสนุนการประชุมอาจจะถูกดำเนินการทางวินัยโดยกล่าวโทษว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้รับมอบหมายจากรักษาการเลขาธิการ

สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานธุรการและหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่สนับสนุนให้คณะกรรมการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานจึงควรยึดหลักนิติธรรม ความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

4.การเลือกประธานและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลืออยู่

ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคห้า ระบุว่า ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ให้ กสทช. ประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการ แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานกรรมการหรือรองประธานกรรมการ แล้วแต่กรณี

เมื่อมีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุดังกล่าว และให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเริ่มดำเนินการจัดให้มีการเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

กรรมการที่เหลืออยู่ยังอยู่ระหว่างการหารือและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับกรณีตำแหน่งประธาน กสทช. ที่ว่างลง ซึ่งรวมถึงการเลือกประธาน กสทช. คนใหม่ และการแจ้งนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ตามขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องตำแหน่งประธาน กสทช. ดังกล่าวไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุจำกัดการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลืออยู่ เพราะกฎหมายยังให้อำนาจกรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ การหยุดชะงักของการประชุมหรือการไม่สามารถกำกับดูแลการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. อาจส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนนำไปสู่ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

5.สำนักงาน กสทช. ควรพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด

โดยเฉพาะมาตรา 20 วรรคท้าย ซึ่งกำหนดให้สำนักงาน กสทช. แจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันนับแต่เกิดเหตุ (คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เรื่องคุณสมบัติประธาน กสทช.) เพื่อให้ดำเนินการจัดให้มีกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างตามขั้นตอนของกฎหมาย

กรรมการที่เหลืออยู่ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลและหลักกฎหมาย เพื่อให้ กสทช. สามารถทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการการสื่อสารของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ปล่อยให้ข้อขัดแย้งภายในองค์กรเป็นอุปสรรคต่อประโยชน์ของประชาชน

อ่านข่าว :

ประท้วงฝรั่งเศสกระทบท่องเที่ยวระยะสั้น ห่วงวินัยการคลังโลกกดดันเศรษฐกิจ

เซ็นตั้ง "อุบลรัตน์ เถาว์น้อย" อดีตผู้ประกาศข่าว นั่ง ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาล

รัฐบาลเปิดรับฟังความเห็นแก้กฎกระทรวงพนันฯ ปลดล็อก "บิลเลียด-มวย"