แพทย์ชนบท ออกแถลงการณ์ ระบุ"ปชช.เป็​นเจ้าของบั​ตรทองไม่ใช่​พรรคเพื่อไท​ย"

สังคม
09:42
จำนวนผู้ชม 46
Thai PBS
แพทย์ชนบท ออกแถลงการณ์ ระบุ"ปชช.เป็​นเจ้าของบั​ตรทองไม่ใช่​พรรคเพื่อไท​ย"

นับจากนี้เป็นต้นไปประชาชนจะเป็นเจ้าของและเป็นผู้กำหนดอนาคตของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พรรคไทยรักไทยหรือพรรคเพื่อไทยหรือพรรคการเมืองอื่นใด ไม่อาจกล่าวอ้างความเป็นเจ้าของเพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้อีกต่อไป

แถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบทฉบับที่หนึ่ง สอง และสาม ได้แสดงความห่วงใยต่อการเข้ายึดครองกลไกการกำหนดนโยบายและความพยายามจะเปลี่ยนระบบการจัดการเพื่อแสวงหาประโยชน์จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนตามแผนล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสี่ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่หนึ่งเข้ายึดครองคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการเพื่อกำหนดนโยบายและค่อยๆเปลี่ยนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้เป็นระบบอนาถา ขั้นตอนที่สองเข้าครอบงำ สปสช. เพื่อทำให้เป็นกลไกไร้ประสิทธิภาพกลับไปเป็นระบบราชการ ง่ายกับการแสวงหาประโยชน์ของนักการเมือง ขั้นตอนที่สามขยายงบประมาณเหมาจ่ายครั้งใหญ่เอื้อประโยชน์กับธุรกิจเอกชน ทำให้เป็นภาระงบประมาณของประเทศ และนำไปสู่ข้อเสนอให้จำกัดงบประมาณ สร้างปัญหาความขัดแย้งในระบบบริการสาธารณสุข และขั้นตอนที่สี่ทำให้เกิดกระแสสังคมนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายเพื่อล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในที่สุดหรือทำให้เป็นระบบอนาถา เปิดทางให้ธุรกิจการเมือง บริษัทยาข้ามชาติ และกลุ่มแพทย์พาณิชย์ ผลักดันนโยบาย กอบโกยผลประโยชน์จาก Medical Hub ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในแถลงการณ์ฉบับที่สี่ ชมรมแพทย์ชนบทได้เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แสดงออกถึงความจริงใจที่จะแก้ปมปัญหาที่ผูกไว้เพื่อให้ระบบดังกล่าวมีความอิสระ ปลอดจากการแทรกแซง สามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหน้าเรียกร้องให้ดำเนินการ 3 ข้อ ดังนี้

1.การสรรหาและคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลังคนใหม่แทนผู้ที่ลาออกไป จะต้องดำเนินการให้ได้ผู้ที่มีความรู้ด้านการเงินการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพและระบบบริการสาธารณสุขของประเทศอย่างแท้จริง เป็นผู้ที่มีผลงานประจักษ์เป็นที่ยอมรับทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งมีความอิสระ ปลอดจากการแทรกแซงจากกลุ่มผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อน
2.เปลี่ยนตัวกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผู้ที่คณะกรรมการชุดเดิม มีมติว่าเป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียตามมาตรา 16(6) ของ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พศ. 2545 รวมทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นที่คุณสมบัติไม่เหมาะสม
3.การสรรหาและคัดเลือกเลขาธิการ สปสช. กระบวนการดำเนินการและบุคคลที่ได้มาจะต้องตอบสังคมได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้มีความรู้ มีความสามารถ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าสามารถบริหารและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อย่างต่อเนื่อง มีความอิสระจากการแทรกแซงของกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถตอบสังคมได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเดิม อย่างไร


แต่จากการสรรหาและคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลังเมื่อวันที่ 28 กพ.นี้ แม้จะมีความพยายามเปลี่ยนเสนอตัวบุคคลหลายคนที่ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ในที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ยังคงเสนอและใช้อำนาจให้เสียงข้างมากเลือกคนใกล้ชิดที่นักการเมืองสั่งได้ให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลังในบอร์ด สปสช. เพื่อเตรียมการในการเสนองบประมาณประจำปีและจัดสรรงบประมาณลงสู่พื้นที่ที่เอื้อประโยชน์เฉพาะหน้าของตนและพรรคการเมือง เป็นการแสดงออกถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปมปัญหาที่ผูกไว้ ทำให้สถานการณ์ที่ส่งผลให้ตลอดเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติภายใต้คณะกรรมการ สปสช.ชุดใหม่ งานทุกอย่างต้องหยุดชะงัก ไม่มีผลงานปรากฏที่เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยรวม แต่กลับเพิ่มปัญหาให้ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น และทำให้สังคมเชื่อว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จากพรรคเพื่อไทยไม่มีความจริงใจในการพัฒนา และมีส่วนในแผนการล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยรักไทยได้ร่วมกับ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และเครือข่ายประชาชนริเริ่มไว้ เข้าทำนองพรรคไทยรักไทยสร้างด้วยมือ พรรคเพื่อไทยลบด้วยเท้า

ดังนั้นนับจากนี้เป็นต้นไปประชาชนจะเป็นเจ้าของและเป็นผู้กำหนดอนาคตของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พรรคไทยรักไทยหรือพรรคเพื่อไทยหรือพรรคการเมืองอื่นใด ไม่อาจกล่าวอ้างความเป็นเจ้าของเพื่อประโยชน์ทางการเมืองได้อีกต่อไป

และชมรมแพทย์ชนบท จะร่วมกับเครือข่ายผู้ป่วย กลุ่มรักหลักประกันสุขภาพ นักวิชาการและประชาชนทั่วประเทศ ในการจับตาดูและเปิดเปิงการแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุน สปสช. งบประมาณจากโครงการต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข และความพยายามล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามแผนสี่ขั้นตอน ของนักการเมืองและกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และจะร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องงบประมาณของผู้ป่วย และรักษาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไว้ให้เป็นประโยชน์กับประชาชนโดยรวม