เรียกร้องยกเลิกนำเข้าแร่ใยหินภายใน 3 เดือน
ในการประชุมพัฒนานโยบายขจัดแร่ใยหิน เครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินระดับชาติที่จัดตั้งโดยองค์กรเพื่อผู้บริโภค ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ ได้ประกาศเจตนารมณ์ โดยสนับสนุนคำประกาศการห้ามใช้แร่ใยหินและการกำจัดโรคที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน สนับสนุนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ "มติมาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน" รวมถึงสนับสนุนมติคณะรัฐมนตรี เพื่อยกเลิกการนำเข้าแร่ใยหิน โดยทางเครือข่ายฯ จะรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนการยกเลิกแร่ใยหิน ยื่นเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการนำเข้าแร่ใยหินภายใน 3 เดือน และรณรงค์ให้ประชาชนไม่ซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหิน และดูแลการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอย่างปลอดภัย รวมถึงเร่งผลักดันให้มีมาตรการชดเชยเยียวยาผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน
นางสมบุญ ศรีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ระบุว่า การที่นักวิชาการ หรือหน่วยงานของรัฐ ให้ภาคแรงงานเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ถึงอันตรายของแร่ใยหินมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การผลวิจัยที่ระบุถึงสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอดหรือมะเร็งปอดในประเทศไทย หรือกรณีตัวอย่างของผู้ป่วยมะเร็งเยื่อหุ้มปอดหรือมะเร็งปอด ก็ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนักให้กับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งจะชี้ให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว
จากข้อมูลการนำเข้าแร่ใยหินปี 2554 มีการนำเข้า 81,411 ตัน มากกว่าปี 2553 ที่มีปริมาณ 79,000 ตัน และยังพบว่าราคายังลดลงจากปี 2553 อยู่ที่ 14,150 บาทต่อตัน ลดลงเหลือเฉลี่ย 13,660 บาทต่อตัน ทั้งที่ภาครัฐมีนโยบายรณรงค์ให้ควบคุมและยกเลิกการใช้แร่ใยหิน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือน เม.ย.54
ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ตรวจพบแร่ใยหินมีอยู่ 5 กลุ่ม ได้แก่ กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องแผ่นเรียบ กระเบื้องยาง ท่อน้ำ และผ้าเบรก ซึ่งสาเหตุที่ผู้ประกอบการบางรายนำมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เนื่องจากคุณสมบัติของแร่ใยหินที่มีความเหนียว ทนต่อแรงดึง ความร้อน กรด-ด่าง ได้สูง
