กรมควบคุมโรค แนะปชช.สังเกตอาการโรคฝีดาษวานร หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

สังคม
17:35
จำนวนผู้ชม 223
Thai PBS
กรมควบคุมโรค แนะปชช.สังเกตอาการโรคฝีดาษวานร หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

วันนี้ (3 พ.ย.2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคฝีดาษวานรยังคงมีการแพร่เชื้อในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่วันที่ 14 ก.ย.2569 ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2568 – 31 ส.ค.2569 ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยยืนยัน 68,096 คน และผู้เสียชีวิต 272 คน จาก 107 ประเทศ

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลกรมควบคุมโรค ปี 2569 ณ วันที่ 31 ต.ค.2569 พบผู้ป่วยสะสม จำนวน 470 คน เสียชีวิต 3 คน สะท้อนถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวัง และส่งเสริมให้ผู้มีอาการสงสัยเข้ารับการตรวจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตัวเลขทั่วโลกและประเทศไทยมีช่วงเวลารายงานแตกต่างกัน

ปัจจุบัน โรคฝีดาษวานรเป็น โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง การรายงานและการดำเนินมาตรการป้องกันควบคุมโรคอย่างเหมาะสม

กรมควบคุมโรคแนะปชช.สังเกตอาการโรคฝีดาษวานร หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

กรมควบคุมโรคแนะปชช.สังเกตอาการโรคฝีดาษวานร หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า โรคฝีดาษวานร เป็นโรคติดต่อที่ประชาชนควรทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะช่องทางการติดต่อและอาการที่ควรสังเกต ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นหรือตุ่มขึ้นในบริเวณที่ปกปิดร่างกาย เช่น อวัยวะเพศหรือทวารหนัก ทำให้รู้สึกกังวลที่จะไปพบแพทย์ จึงขอให้ผู้ที่มีอาการสงสัยกล้าเข้ารับการตรวจ พร้อมแจ้งอาการและประวัติสัมผัสตามความเป็นจริง เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยบุคลากรทางการแพทย์ จะให้บริการด้วยความเข้าใจ เคารพความเป็นส่วนตัว และรักษาความลับของผู้ป่วย

สำหรับอาการของโรคฝีดาษวานร ที่ประชาชนควรสังเกต ในระยะแรกมักมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต จากนั้นจะเกิดผื่นหรือตุ่มบริเวณผิวหนัง ตามร่างกาย ใบหน้า อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก บางรายมีรอยโรคเพียงไม่กี่ตุ่ม การแสดงอาการจะเริ่มจากผื่นแดงนูน เปลี่ยนไปเป็นตุ่มน้ำใส

จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มหนอง แล้วเริ่มตกสะเก็ด จากบริเวณส่วนกลางของตุ่มรอยผื่นมักเป็นตุ่มกระจายแยกออกจากกันเป็นตุ่มเดี่ยว ๆ บางรายอาจจะมีอาการปวดบริเวณทวารหนัก ทั้งนี้ อาการและลำดับการเกิดอาจแตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกอย่าง หากมีผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอให้กระจายทั่วตัว โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติสัมผัสแนบชิดกับผู้มีอาการสงสัย

การตรวจวินิจฉัยโรคฝีดาษวานร ต้องพิจารณาจากอาการ ประวัติสัมผัส และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เนื่องจากรอยโรคอาจคล้ายเริม สุกใส หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังชนิดอื่น การดูผื่นหรือภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถยืนยันโรคได้ วิธีหลักในการยืนยันคือการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี PCR จากตัวอย่างรอยโรค

ส่วนการตรวจเลือดทั่วไป ไม่ได้เป็นการตรวจยืนยันโรคฝีดาษวานร หากการประเมินครั้งแรกยังไม่ได้ข้อสรุป หรือผลตรวจไม่พบเชื้อ แต่อาการยังคงอยู่ มีตุ่มเพิ่มขึ้น หรืออาการเปลี่ยนแปลง ควรกลับไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งผลตรวจและประวัติการรักษาที่ผ่านมา แพทย์จะพิจารณาประเมินเพิ่มเติมหรือเก็บตัวอย่างตรวจซ้ำตามความเหมาะสม

กรมควบคุมโรคแนะปชช.สังเกตอาการโรคฝีดาษวานร หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

กรมควบคุมโรคแนะปชช.สังเกตอาการโรคฝีดาษวานร หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรส่วนใหญ่ สามารถหายได้ด้วยการรักษาตามอาการ เช่น การบรรเทาอาการปวด การดูแลแผล และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก จำเป็นต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างใกล้ชิด แพทย์จะพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมหรือการรับไว้รักษาในโรงพยาบาลเป็นรายบุคคล หากมีอาการปวดมาก ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่ได้ มีรอยโรคบริเวณดวงตา หรืออาการทรุดลง ควรรีบพบแพทย์ทันที

สำหรับการป้องกันโรค ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนังหรือรอยโรคของผู้ป่วยโดยตรง หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดและการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอาการสงสัย รวมถึงไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอนร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งหรือสะเก็ดแผลได้

สำหรับผู้ที่มีอาการสงสัยและอยู่ระหว่างรอเข้ารับการตรวจหรือรอผลตรวจ ควรแยกตัวจากผู้อื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดและการมีเพศสัมพันธ์ ปกคลุมรอยโรคให้มิดชิด ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ 70% อย่างสม่ำเสมอ และสวมหน้ากากอนามัยที่กระชับใบหน้าตลอดเวลา

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่า เป็นโรคฝีดาษวานรไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกราย แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ความเสี่ยง และความพร้อมในการแยกตัวที่บ้าน โดยผู้ป่วยควรแยกตัว งดการเดินทาง แยกใช้ภาชนะและเครื่องใช้ส่วนตัว ทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มและสิ่งของเครื่องใช้ พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จนกว่ารอยโรคทั้งหมดจะหาย สะเก็ดหลุด และมีผิวหนังใหม่ปกคลุม รวมถึงรอยโรคบริเวณเยื่อบุหายแล้ว

กรมควบคุมโรคแนะปชช.สังเกตอาการโรคฝีดาษวานร หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

กรมควบคุมโรคแนะปชช.สังเกตอาการโรคฝีดาษวานร หากมีอาการควรรีบพบแพทย์

นพ.มณเฑียร กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนหมั่นสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้ ผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรรีบเข้ารับการตรวจและแจ้งประวัติสัมผัสแก่แพทย์ตามความเป็นจริง เพราะการตรวจพบเร็ว จะช่วยให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

พร้อมขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ไม่ตีตราหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย และเคารพความเป็นส่วนตัว เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

อ่านข่าว :

ฝีดาษวานร ปี 69 ไทยป่วยสะสม 139 คน เสียชีวิต 2 คน "Clade Ib" แซงสายพันธุ์เดิม

พบผู้ป่วย ฝีดาษวานรเพิ่ม 2 คน คร.เตือนเฝ้าระวังสายพันธุ์ Clade Ib

สธ.เฝ้าระวัง "ฝีดาษวานร" หลังช่วงเทศกาล ปี 69 ไทยพบป่วยแล้ว 48 คน

กรมควบคุมโรค–กรมราชทัณฑ์ เผยผลเฝ้าระวัง "โรคฝีดาษวานร" ในเรือนจำครบ 21 วัน

กรมควบคุมโรค เผย อส.เรือนจำ ป่วย "ฝีดาษวานร" เพิ่ม 2 คน

"กรมการแพทย์" ระบุประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก "โรคฝีดาษวานร" ไม่ได้ติดง่าย

กรมควบคุมโรคเผย ผู้ต้องขังป่วยโรคฝีดาษวานร เสียชีวิต 1 คน จับมือ "ราชทัณฑ์" คุมเข้ม