รู้จัก LCV "ภาวะเส้นเลือดอักเสบที่ผิวหนัง" สังเกตจุดแดงนูน-จ้ำเลือดตามขา

สังคม
13:56
จำนวนผู้ชม 85
Thai PBS
 รู้จัก LCV "ภาวะเส้นเลือดอักเสบที่ผิวหนัง" สังเกตจุดแดงนูน-จ้ำเลือดตามขา

จากกรณีข่าวผื่นขึ้นขาหลังกลับมาจากต่างประเทศรักษา 2 ปี ไม่ทราบสาเหตุ กรมการแพทย์ ให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะ Leukocytoclastic Vasculitis (LCV) หรือโรคเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่มีการอักเสบของหลอดเลือดขนาดเล็กที่อยู่ใต้ผิวหนัง อาจทำให้เกิดจุดแดงหรือจ้ำเลือดเป็นปื้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าแข้งและข้อเท้า ผื่นอาจมีลักษณะนูน และเมื่อใช้นิ้วกดแล้วสีแดงไม่จางลง

ภาวะดังกล่าวเกิดจากการอักเสบของหลอดเลือดขนาดเล็กใต้ผิวหนัง เมื่อหลอดเลือดอักเสบ ผนังหลอดเลือดจะอ่อนแอลง ทำให้มีเลือดซึมออกมาใต้ผิวหนังจนเห็นเป็นจุดแดงหรือจ้ำเลือด (รอยช้ำ)

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ผู้ที่มีจุดแดงนูนหรือจ้ำสีม่วงบริเวณขา โดยเฉพาะผื่นที่กดแล้วสีไม่จาง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผิวหนัง และไม่ควรซื้อยามาใช้รักษาด้วยตนเอง เนื่องจากผื่นลักษณะนี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคหรือความผิดปกติอื่นภายในร่างกายได้

เบื้องต้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน และยกขาสูงขณะพักเพื่อลดแรงดันในหลอดเลือด หากมีไข้ ปวดข้อ ผื่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

นพ.วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า ภาวะเส้นเลือดอักเสบที่ผิวหนังอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การแพ้ยา ยาบางชนิดกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ เช่น ยาปฏิชีวนะ (กลุ่มเพนิซิลลิน, ซัลฟา) ยาแก้ปวดแก้อักเสบ (NSAIDs) หรือยาขับปัสสาวะ การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา เช่น การติดเชื้อสเตรปโตคอคคัสที่คอ ไวรัสตับอักเสบบีและซี และโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคลูปัสและโรครูมาตอยด์

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างชัดเจน การประเมินหาสาเหตุจึงมีความสำคัญ เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงกับภาวะที่พบ และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

การวินิจฉัยภาวะดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยแพทย์อาจพิจารณาตัดชิ้นเนื้อผิวหนังส่งตรวจทางพยาธิวิทยา รวมถึงตรวจเลือดและปัสสาวะเพิ่มเติม เพื่อประเมินว่ามีการอักเสบที่อวัยวะภายใน เช่น ไต ร่วมด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค หากเกิดจากยาหรือการติดเชื้อ แพทย์จะพิจารณาจัดการกับสาเหตุนั้นโดยเหมาะสมส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรังอาจจำเป็นต้องได้รับยาเพื่อลดการอักเสบภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

อ่านข่าว

GISTDA ยันเส้นทาง Swift ไม่ผ่านไทย คาดกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก 4 พ.ย.นี้

ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ขยายอายุผู้ประกันตน ม.33 ถึง 65 ปี

นายกฯ สั่งจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ คุมเข้มจดทะเบียน-เรี่ยไรเงินบริจาค