นำเงินมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว มีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญาโทษสูงสุด คือ จำคุก

สังคม
11:36
จำนวนผู้ชม 84
Thai PBS
นำเงินมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว มีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญาโทษสูงสุด คือ จำคุก

ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการยักยอกเงินมูลนิธิ ยกตัวอย่างเช่น คดีทุจริตยักยอกและฟอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ โดยมีพฤติการณ์ คือ ใช้มูลนิธิบังหน้าเพื่อหลบเลี่ยงระบบ ตั้งเครือข่ายมูลนิธิและบัญชีต่างๆ ขึ้นมา เช่น บัญชีใจฟ้าอาทรประชานาถ เพื่อเปิดรับเงินบริจาคจากประชาชน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายและทรัพย์สินของทางวัดโดยตรง

เงินบริจาคที่ประชาชนตั้งใจทำบุญช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ด้อยโอกาส ถูกยักยอกและผันออกจากบัญชีมูลนิธิและวัด โดยนำไปเปลี่ยนสภาพ โอนกระจายไปยังกลุ่มบุคคลใกล้ชิด ซื้อทรัพย์สิน หรือถือครองในชื่อบุคคลอื่นเพื่อปกปิดแหล่งที่มา คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ศาลสั่งให้นายอลงกต พูลมุข (อดีตพระอลงกต) และ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล (หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ) ได้รับโทษจำคุกสูงสุดตามกฎหมายคนละ 50 ปี พร้อมสั่งให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่วัดพระบาทน้ำพุกว่า 306 ล้านบาท

ส่วนวัดพุทไธศวรรย์ อดีตเจ้าอาวาสและสีกาคนสนิทได้ใช้วิธี ออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด แล้วผันเงินบริจาคโอนเข้าบัญชีมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้น คือ มูลนิธิหวันโชติ จากนั้นจึงทำการหมุนเวียนโยกย้ายเงินจากบัญชีมูลนิธิเข้าสู่บัญชีส่วนตัวและเครือข่ายใกล้ชิด เพื่อนำไปซื้อทรัพย์สิน เช่น บ้าน ที่ดิน ทองคำ และรถยนต์ จนตำรวจสามารถสืบสวนและยึดทรัพย์สินที่ได้จากการฟอกเงินในคดีนี้ได้รวมกว่า 215-720 ล้านบาท

ล่าสุดมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางเงินบริจาค 45 ล้านบาท โอนจากบัญชี "มูลนิธิองค์กรทำดี" ไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างรายหนึ่ง และ ผู้รับเหมาได้โอนให้กับ "ก๊อต อธิป" สามีของบุ๋ม ปนัดดา จนทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า มี "เงินทอน" จากการนำเงินมูลนิธิไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่

โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 ถึง มาตรา 136 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้คำนิยามเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิไว้ดังนี้

มูลนิธิ หมายถึง ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ ศาสนา ศิลปะ หรือวัตถุประสงค์อื่นเพื่อสาธารณะโดยไม่มุ่งหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน

มูลนิธิมีสถานะเป็นนิติบุคคล

มูลนิธิที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จะมีสถานะเป็น นิติบุคคล ต้องมีข้อบังคับและมีคณะกรรมการของมูลนิธิ อย่างน้อย 3 คน เป็นผู้ดำเนินกิจการ ส่วนทุนเริ่มแรก ตามระเบียบกรมการปกครอง มูลนิธิจะต้องมีกองทุนเริ่มแรก ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท ต้องเป็นเงินสดไม่น้อยกว่า 100,000 บาท

หากมูลนิธิมีรายได้จากการประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ เช่น เปิดร้านค้า ขายสินค้า หรือให้บริการ มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 55) เช่นเดียวกับนิติบุคคลทั่วไป ส่วนเงินบริจาคเพื่อการกุศลจะได้รับการยกเว้นภาษีตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

มูลนิธิมีสถานะเป็น "ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล" (Data Controller) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 จึงต้องจัดเก็บข้อมูลผู้บริจาคหรือผู้รับความช่วยเหลืออย่างปลอดภัยและมีนโยบายความเป็นส่วนตัวรองรับ

เอาเงินมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว ผิดกฎหมายหรือไม่

การนำเงินของมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว มีความผิดตามกฎหมายไทยอย่างร้ายแรง เนื่องจากเงินและทรัพย์สินของมูลนิธิที่ได้มาจากการจัดสรรเริ่มแรก หรือเงินที่ได้รับจากการบริจาค ถือเป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล (มูลนิธิ) ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของกรรมการ ผู้ก่อตั้ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ เพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์ที่ได้จดทะเบียนไว้เท่านั้น

หากกรรมการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนำเงินมูลนิธิไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จะเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายหลายบท

1. ความผิดทางอาญา

  • ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 หากกรรมการหรือผู้ดูแลเงินมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 343 หากมีการโฆษณาชวนเชื่อหรือเปิดรับบริจาคเงิน โดยหลอกลวงประชาชนว่าจะนำเงินไปช่วยสังคมหรือทำกิจกรรมสาธารณกุศล แต่แท้จริงแล้วมีเจตนาจะนำเงินนั้นมาใช้ส่วนตัว จะเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หากมีการโพสต์ข้อความหรือข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อหลอกลวงให้คนโอนเงินบริจาค อาจมีความผิดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

2. ผลกระทบทางแพ่งและการดำเนินกิจการมูลนิธิ

  • มูลนิธิหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถฟ้องร้องทางแพ่ง เพื่อเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยจากผู้ที่นำเงินไปใช้ส่วนตัวได้
  • ผู้บริจาคหรือพนักงานอัยการสามารถยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการที่ทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบออกจากตำแหน่งได้
  • นายทะเบียนหรืออัยการอาจร้องขอให้ศาลสั่งเลิกมูลนิธิได้ หากพบว่ามูลนิธิดำเนินการขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือไม่สามารถดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ต่อไปได้

แม้จะมีเจตนาบริสุทธิ์ในการบริหาร แต่การโอนเงินของมูลนิธิเข้าบัญชีธนาคารส่วนตัว หรือการเปิดรับบริจาคในนามส่วนตัวเพื่อกิจกรรมมูลนิธิ ก็ถือเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการถูกตรวจสอบและดำเนินคดี เนื่องจากขาดความโปร่งใสและไม่สามารถแยกแยะทรัพย์สินได้ชัดเจนตามกฎหมาย

อ่านข่าว :

"บุ๋ม ปนัดดา" เปิดใจไม่เกี่ยวที่ดินนครนายกของสามี โชว์สัญญาซื้อขาย 2.5 ล้าน

โฆษกทบ. ระบุ สามีบุ๋ม ปนัดดา ไม่ได้รับอนุญาตจากกองทัพบกให้เข้าใช้พื้นที่

เปิด กม. "ที่ราชพัสดุ" ทหารปล่อยเอกชนทำ "สนามวิ่งเทรล" ได้หรือไม่ ?