วันนี้ (28 ต.ค.2569) สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พร้อมเครือข่ายพยาบาลจากหลายสถาบัน โรงพยาบาล และประชาชน ยื่นรายชื่อ 65,000 รายชื่อ ต่อรัฐสภา เพื่อร้องเรียนและคัดค้านนโยบายอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) โดยมี ศ.ศิริอร สินธุ นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ เป็นผู้ชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชน และผลกระทบต่อมาตรฐานระบบบริการสุขภาพ
ศ.ศิริอร ระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของวิชาชีพพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้รัฐคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ เนื่องจากกลุ่มผู้ป่วยที่อาจได้รับการดูแลภายใต้นโยบายดังกล่าว เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และอาการกำเริบของโรค จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้ที่มีความรู้และทักษะเหมาะสม
เราไม่ได้คัดค้านผู้ที่จะเข้ามาทำงานสนับสนุนในชุมชน แต่คิดว่าจะต้องดูรูปแบบการทำหน้าที่ให้ชัดเจน เราเรียกร้องเพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ห่วงผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง หากประเมินอาการผิดพลาดอาจส่งต่อไม่ทัน
สมาคมฯ แสดงความกังวลต่อการนำผู้ผ่านการอบรม 240 ชั่วโมง ไปดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด เด็ก ผู้ป่วยหลังออกจากโรงพยาบาล ตลอดจนผู้ป่วยจิตเวช และผู้มีปัญหาการใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน และจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ศ.ศิริอร ระบุว่า การดูแลผู้ป่วยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการประเมินอาการ การแยกแยะสัญญาณอันตราย และการตัดสินใจว่าผู้ป่วยควรได้รับการรักษาหรือส่งต่อเมื่อใด หากผู้ดูแลไม่สามารถประเมินอาการผิดปกติได้อย่างเหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพล่าช้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย
นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ยกตัวอย่างว่า แม้จะดูแลประชาชนจำนวนมากได้สำเร็จ แต่หากเกิดอันตรายขึ้นกับผู้ป่วยเพียงคนเดียว ก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อเป็นการดูแลสุขภาพของประชาชนที่มีความเปราะบาง
สมาคมฯ จึงยืนยันว่าการพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ต้องมีความรู้และทักษะตามมาตรฐาน ผ่านการศึกษาตามหลักสูตร และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ไม่ใช่เพียงผ่านการอบรมระยะสั้นแล้วจะสามารถปฏิบัติงานพยาบาลได้โดยอัตโนมัติ
พยาบาลยื่น 6.5 หมื่นชื่อ ค้าน "อสพ." ห่วงผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางเสี่ยงอันตราย
ชี้เปลี่ยนชื่อโครงการไม่ใช่คำตอบ ต้องดูหน้าที่ที่ปฏิบัติจริง
สำหรับข้อเสนอที่อาจเปลี่ยนชื่อจาก "อาสาพยาบาลชุมชน" เป็นชื่ออื่น ศ.ศิริอร มองว่า การเปลี่ยนชื่อเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือต้องพิจารณาว่า บุคลากรกลุ่มนี้จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อะไร และหน้าที่ดังกล่าวอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตหรือไม่
นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ระบุอีกว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพชุมชน มีทั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. และผู้ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง หรือ Caregiver ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการดูแลประชาชนมาอยู่แล้ว
อสม. มีบทบาทในการสื่อสารข้อมูลสุขภาพ เฝ้าระวังปัญหาในชุมชน และแจ้งบุคลากรสาธารณสุขเมื่อพบประชาชนมีอาการผิดปกติ ขณะที่ Caregiver ช่วยดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้ ใกล้เคียงปกติมากที่สุด รวมถึงช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ทั้ง 2 บทบาทจึงเป็นกำลังสนับสนุนที่ช่วยให้ระบบสุขภาพชุมชนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่แทนผู้ประกอบวิชาชีพ
ศ.ศิริอร ระบุว่า แม้แต่พยาบาลวิชาชีพเอง ก็มีขอบเขตความสามารถในการปฏิบัติงาน หากพบกรณีที่เกินขอบเขตหรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ ก็ต้องส่งต่อผู้ป่วยให้เข้าถึงบริการที่เหมาะสม ไม่ใช่พยายามทำทุกอย่างด้วยตนเอง
นอกจากนี้ หากกำหนดให้พยาบาลวิชาชีพทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง หรือกำกับดูแลอาสาสมัครที่ปฏิบัติงานเกินขอบเขต ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้กำกับดูแลด้วย หากเกิดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน จึงจำเป็นต้องกำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ และระบบกำกับดูแลให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
ย้ำรัฐต้องแก้ปัญหาขาดแคลนพยาบาล ไม่ใช่ทดแทนด้วยการอบรมระยะสั้น
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ทบทวนนโยบายก่อนขยายการดำเนินงาน พร้อมประเมินความเสี่ยงต่อผู้ป่วย และเปิดเผยหลักเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างโปร่งใส, กำหนดขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมายและสมรรถนะให้ชัดเจน แยกงานสนับสนุนออกจากงานที่ต้องใช้ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต
โดยเชิญสภาการพยาบาลและองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรฐาน, ตรวจสอบมาตรฐานหลักสูตรและความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้จัดอบรม ผู้ฝึกสอน ผู้มอบหมายงาน และผู้กำกับดูแล เพื่อป้องกันการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมาย
สมาคมฯ ยังเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาขาดแคลนพยาบาล ด้วยการพัฒนาและรักษากำลังคน รวมถึงจัดสรรงบประมาณ และอัตรากำลังอย่างเหมาะสม โดยระบุว่า มีพยาบาลวิชาชีพรอการบรรจุอีกกว่า 7,000 คน ซึ่งควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย
นอกจากนี้ สมาคมฯ เห็นว่า การแก้ปัญหากำลังคนควรพิจารณาทั้งการเพิ่มอัตรากำลัง การรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ และการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน อาสาสมัครยังสามารถมีบทบาทสนับสนุนงานสุขภาพได้ หากกำหนดหน้าที่อย่างเหมาะสม และไม่ทดแทนงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง
เมื่อถามถึงกรณีที่อาสาพยาบาลชุมชน อาจเตรียมลงพื้นที่ปฏิบัติงานในเดือน พ.ย. ศ.ศิริอร ย้ำว่า ประเด็นสำคัญคือการดำเนินนโยบาย ต้องสอดคล้องกับกฎหมายและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รัฐควรพิจารณาความสอดคล้องระหว่างนโยบายที่กำลังดำเนินการกับกฎหมายวิชาชีพ ที่รัฐสภาเป็นผู้ตราขึ้น
ทั้งนี้ ยังไม่ได้ตัดสินใจดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง โดยเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจและพูดคุยกันก่อน เนื่องจากรัฐและผู้แทนประชาชน ต่างมีเป้าหมายในการทำงานเพื่อประชาชน จึงควรรับฟังเหตุผลของกันและกัน และหาทางออกภายใต้กรอบกฎหมาย
เรายังไม่คิดไกลไปถึงขนาดนั้น สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกัน หากเกิดความไม่เข้าใจบางประการ ก็ควรนั่งพูดคุยกัน เรามาด้วยขอบเขตของกฎหมาย ที่จะเป็นความปลอดภัยของประชาชน
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ไม่ได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครในการดูแลสุขภาพชุมชน แต่ต้องการให้รัฐบาลกำหนดรูปแบบการทำงานที่เหมาะสม แยกบทบาทสนับสนุนออกจากการประกอบวิชาชีพ และจัดให้มีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมย้ำว่า “ชีวิตและสุขภาพของประชาชนไม่ใช่พื้นที่ทดลองนโยบาย ความปลอดภัยต้องเป็นเงื่อนไขแรกของทุกนโยบายสุขภาพ”
อ่านข่าว :
จับตาวันนี้ ตำรวจไซเบอร์ ยื่นศาลขอหมายจับแอดมินเพจ Godd Dam
คพ.ลุยตรวจแหล่งน้ำ จ.ปราจีนฯ พบชาวบ้านมีอาการทางผิวหนัง
อธิบดี ปภ.เผยหารือ "ชัชชาติ" หางบเยียวยาน้ำท่วม กทม.เพิ่ม 200 ล้าน
