นักวิชาการกางตัวเลขบ้านค่าไฟ 2,000 ขึ้นไปร่วม "โซลาร์ประชาชน" คุ้มสุด

เศรษฐกิจ
18:26
จำนวนผู้ชม 103
Thai PBS
นักวิชาการกางตัวเลขบ้านค่าไฟ 2,000 ขึ้นไปร่วม "โซลาร์ประชาชน" คุ้มสุด

วันนี้ (27 ต.ค.2569) ศ.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ได้เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ "โซลาร์ภาคประชาชน" ซึ่งภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนเงินอุดหนุนจำนวน 50,000 บาท/ครัวเรือน พร้อมกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบในราคา 2.20 บาท/หน่วย

โดยประเมินว่าเงื่อนไขดังกล่าว นับเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเงินอุดหนุนดังกล่าวสามารถช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น และร่นระยะเวลาคืนทุนของผู้ติดตั้งลงได้อย่างชัดเจน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาราว 7–8 ปี ให้เหลือเพียงประมาณ 5 ปีเท่านั้น

ในแง่ของผลตอบแทนและความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ ศ.พรายพล ได้ยกตัวอย่างการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ซึ่งตามปกติจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 18 หน่วย/วัน

หากครัวเรือนนั้น ๆ มีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวันอยู่ที่ 15 หน่วย จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้วันละประมาณ 60 บาท และเมื่อนำไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้อีก 3 หน่วยไปขายคืนให้แก่ระบบตามอัตรารับซื้อ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้รวมกันคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2,000 บาท/เดือน

อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าจากการเข้าร่วมโครงการ จะเกิดขึ้นได้สูงสุดเฉพาะกับครัวเรือนที่มีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสม กล่าวคือ ต้องเป็นบ้านที่มีผู้อยู่อาศัยและใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเป็นหลัก โดยมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยตั้งแต่ 500 หน่วย/เดือนขึ้นไป หรือมีภาระค่าไฟฟ้าต่อเดือนตั้งแต่ 2,000-3,000 บาทขึ้นไป จึงจะเห็นผลลัพธ์ของการลดค่าครองชีพได้อย่างชัดเจนที่สุด

แม้โครงการจะมีความคุ้มค่าในระดับหนึ่ง แต่ ศ.พรายพล ชี้ว่ายังมีข้อจำกัดที่ภาครัฐควรนำไปพิจารณาทบทวน โดยเฉพาะเงินอุดหนุน 50,000 บาทที่อาจสูงเกินความจำเป็นในปัจจุบัน

ขณะที่อัตรารับซื้อไฟฟ้าคืน 2.20 บาท/หน่วย และการจำกัดปริมาณการรับซื้อสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ผู้ลงทุนอาจต้องเสียประโยชน์จากกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้แต่ถูกปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นรายได้เพื่อช่วยให้คืนทุนได้เร็วกว่าเดิม

นอกจากนี้ เป้าหมายของรัฐที่ตั้งไว้ 1,000,000 ครัวเรือน อาจบรรลุผลได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางกายภาพของที่อยู่อาศัยแต่ละแห่ง เช่น โครงสร้างหลังคาไม่แข็งแรงพอที่จะรองรับน้ำหนัก ทิศทางการรับแสงแดดไม่เหมาะสม หรือมีอาคารสูงบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้ระบบผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบต่อความคุ้มค่าในการลงทุน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องวางแผนควบคู่ไปกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คือ ปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว เนื่องจากหากมีผู้ติดตั้งเต็มเป้าหมาย คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีซากแผงโซลาร์เซลล์เสื่อมสภาพไม่ต่ำกว่า 10 ล้านแผง

ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้จัดทำระบบบริหารจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรม ออกระเบียบบังคับให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องรับผิดชอบรับซื้อซากแผงและแบตเตอรี่กลับไปกำจัดหรือรีไซเคิลอย่างถูกต้อง พร้อมเจียดงบประมาณจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อควบคุมมาตรฐานอุปกรณ์ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ

อ่านข่าว :

ปภ.เตือน 6 จังหวัดภาคกลาง-กทม. เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 27 ต.ค.-5 พ.ย.

เปิดตัว "โซลาร์ภาคประชาชน" 1 ล้านครัวเรือน PEA–MEA หนุนใช้พลังงานสะอาด

"บุ๋ม ปนัดดา" เปิดใจไม่เกี่ยวที่ดินนครนายกของสามี โชว์สัญญาซื้อขาย 2.5 ล้าน