วันนี้ (26 ต.ค.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวชี้แจงถึงการใช้เงินสมทบเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 200 ล้านบาท ในระหว่างที่เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้ว่าราชการ กทม. รวมไปถึงผู้บริหารร่วมด้วย ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยต้องร่วมมือกับทาง กทม. ในเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน หาข้อสรุปกันให้ได้ เพราะมีผู้ประสงค์ร้ายมาให้ข่าวเสมอ ๆ ว่าเงินเยียวยาหมดแล้ว หรือได้รับการอนุมัติเพียง 5,000 ล้านบาท ที่เหลือไม่มี ต้องไปขออนุมัติใหม่ 10,000 ล้านบาท และล่าสุดตนอ่านข่าวมโนสาเร่เข้ามา ว่ามหาดไทยเข้ามาบีบ กทม. ให้จ่ายเงิน 200 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ตนคิดว่าต้องขอความกรุณาผู้ว่าราชการจังหวัดและทีมบริหารช่วยกระทรวงมหาดไทย เพราะถ้ารัฐบาล ไปแก้ข่าวเองก็ถูกกล่าวหาว่าไปกระทืบซ้ำทางการเมือง แต่ทั้งนี้เป็นการพยายามเข้ามาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของทั้งรัฐบาลและ กทม. เป็นเรื่องที่มุ่งหวังประสงค์ร้ายทางการเมือง
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวย้ำ ต้องมีการชี้แจงกรณีกระแสข่าวงบประมาณที่เตรียมเอาไว้สำหรับใช้จ่ายน้ำท่วมหมดแล้ว โดยยืนยันว่างบประมาณไม่ได้หมด เพราะอยู่ในงบประมาณกลางของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อมีอุทกภัยอุบัติภัยที่เข้าข่ายเข้าเกณฑ์ที่จะต้องใช้งบประมาณกลาง นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้อนุมัติในการใช้งบนี้ แต่หากเกิน 100 ล้านบาท ก็จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
นอกจากนี้ยังมีงบประมาณที่ในแต่ละหน่วยงานได้สำรองไว้อยู่แล้ว ทั้งในรูปแบบของกระทรวงจังหวัด หรือแม้กระทั่ง กทม. ก็มีกฎระเบียบไว้อย่างชัดเจน ว่าจะต้องเกิดเหตุก่อน จึงสำรวจความเสียหายและดำเนินการ แต่จากนี้เป็นต้นไปเรื่องของการเยียวยาจะอยู่ในครอบคลุมของประกันภัย ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยหลัก ๆ ก็จะเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟู พัฒนาซ่อมแซม ในส่วนที่เป็นของหลวงเนื่องจากในประกันภัย ครอบคลุม ความเสียหายของทรัพย์สินและบ้านเรือนด้วย
"ซึ่งภาระหนักของเราจากนี้ไปคือเรื่องของการสำรวจให้เกิดความชัดเจน ซึ่งตนได้เคยมอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองรับทราบ ว่าหากตนเป็นบริษัทประกันภัยก็จะตีอีกราคาหนึ่งแต่หากเป็นชาวบ้านก็อยากได้อีกราคา ซึ่งกรมโยธาฯ ในฐานะรับผิดชอบเรื่องโครงสร้าง ช่าง และหลักวิศวกรรม ต้องมานั่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ชี้ขาดด้วยหลักวิชาการ เพื่อให้การเยียวยาได้รับการอนุมัติเร็วขึ้น"
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย
ส่วนงบประมาณที่ตั้งเผื่อไว้ 4,700 ล้านบาท มีงบกลางของสำนักนายกรัฐมนตรีเหลือใช้อยู่ประมาณ 4,700 ล้านบาท เมื่อก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 อุทกภัยก็เกิดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.ย. คือสิ้นปีงบประมาณพอดี ปกติเหลือเท่านี้ตนก็จะเร่งให้โอนคืนไปยังกระทรวงการคลังเพื่อไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) แต่มีน้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย. จึงไม่ได้โอนเงินนี้คืนกลับไป จึงสามารถใช้เงินนี้ในการเยียวยาในช่วงต้นเดือน และเมื่อไม่พอก็ได้มีการนำเสนอจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาวงเงิน 10,500 ล้านบาท เพื่อที่จะมาจ่ายเยียวยาประชาชน
สำหรับใครที่เกิดขึ้นถึงวันที่ 30 ก.ย. เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องของการดำเนินการตามปกติไม่ใช่เป็นเรื่องการขาดแคลนซึ่งงบประมาณ หรือไม่ได้ตั้งเอาไว้เพราะไม่มีใครสามารถคาดเดาล่วงหน้า และงบกลางของสำนักนายกรัฐมนตรีก็มีไว้ใช้ในการนี้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่ากระทรวงมหาดไทย ซึ่งในงบประมาณของกระทรวงมหาดไทยไม่ได้มีระบุเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ และหากถึงเกณฑ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ประกาศ เมื่อเป็นพื้นที่ประสบภัยผู้ว่าก็สามารถอนุมัติใช้งบประมาณได้ไม่เกิน 50 ล้านบาท แต่หากยังไม่พอก็ขยายเป็น 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติปกติ ซึ่งงบนี้ไม่ใช่ว่าต้องมาเบิกกับกองคลังของกระทรวงมหาดไทย แต่จะเป็นการเบิกจากงบกลางอยู่ดี
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอให้พูดถึงเรื่องนี้หากเงียบไปหมดเลยก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจมาพูด ตักตวงประโยชน์จากการให้ข่าว ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดต่อรัฐบาล ให้เขาแสดงตนเหมือนเป็นผู้มีความรู้แต่ไม่มีความรู้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงให้เกิดความกระจ่าง เพราะคนที่เอามาพูดไม่มีสิทธิ์ไม่มีอำนาจอะไร
ส่วนการเรียกเงินเยียวยาคืนของบ้านพักข้าราชการ นายกรัฐมนตรีกล่าว เมื่อจ่ายไปแล้ว จะเรียกคืนตนว่ายาก ไม่ต้องเรียกคืนหากเขาไม่เข้าเกณฑ์และเขาไม่คืนมา ก็ต้องใช้วิธีหักลบกลบหนี้ เป็นบ้านพักข้าราชการได้สิทธิ์นั้นไปก็ต้องไปดำเนินการเอามาคืนถ้าไม่คืนก็ต้องแจ้งกองคลัง ของหน่วยงานสังกัด เมื่อทำผิดระเบียบความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ไม่เข้าเกณฑ์ก็ต้องดำเนินการ
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในเรื่องเงินเยียวยาพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทางผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีเงินสำรอง 50 ล้านบาท เหมือนที่อื่น ซึ่งเงิน 50 ล้านบาทอยู่ที่อธิบดี ปภ. เป็นผู้ดำเนินการ เรื่องเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจะมาจาก 2 ส่วน คืองบประมาณกลางที่ผู้ว่าฯ กทม. มีอำนาจใช้ในกรณีฉุกเฉิน 400 ล้านบาท ใช้ไปแล้ว 372 ล้านบาท ช่วยผู้ประสบภัยโดยตรง 162 ล้านบาท พวกถุงยังชีพ อาหารต่าง ๆ และอีก 210 ล้านบาท โอนไปสมทบ ปภ. ในกรณีเงินเยียวยา 5,000 บาทและ 9,000 บาทต่อครัวเรือน
ซึ่งงบประมาณกลางที่จะเหลือใช้ของ กทม. เหลือเพียง 28 ล้านบาท เป็นเงินเกินดุลที่เก็บมา ใช้หนี้ BTS ไปกว่า 70,000 ล้านบาท ซึ่งเหลือน้อยมาก หากคิดถึงหนี้เก่าแล้ว เหลือเงินอยู่เพียง 1,420 ล้านบาท ที่จะเข้าสภา กทม. ในวันพุธที่ 28 ต.ค. นี้ เพื่อนำไปจ่ายซ่อมบ้านเรือนของประชาชน 1,139 ล้านบาท
"ซึ่งเงินเหลือจริง ๆ เพียง 281 ล้านบาท เป็นเงินที่เหลืออยู่ในธนาคารสามารถใช้ได้ หากมีอะไรฉุกเฉินในอีก 1 ปีข้างหน้า ถือว่าสถานการณ์การเงินของ กทม. ค่อนข้างวิกฤต งบกลางเหลือเพียง 28 ล้านและเงินสมทบจ่ายขาดที่จะเอาไปใช้ได้เหลือ 281 ล้านบาท ส่วนเงินที่จะนำไปใช้เยียวยาประชาชนทั้งหมด 1,511 ล้านบาท ที่มาจากเงินของเราเอง"
อ่านข่าว :
ธ.กสิกรไทย ตรวจสอบปมสลิปโอนเงิน 7 ล้าน ยืนยันไม่พบเลขบัญชีในระบบ
ประชาชนร้องแอปฯ "ทางรัฐ" โชว์โอนเงินสำเร็จ แต่รอ 2 วัน เงินยังไม่เข้าบัญชี
อนุทิน กำชับ มท. แก้ปัญหาน้ำท่วม-เยียวยาฉับไว เตรียมรับมืออุทกภัยภาคใต้
