วันนี้ (14 ต.ค.2569) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยสารเคมีรั่วไหลในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ว่า สารโลหะหนักที่ประชาชนเป็นห่วง จากการสำรวจของกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่าเจือปนอยู่บ้างบางส่วน แต่ปริมาณค่อนข้างน้อย ไม่สามารถตอบได้ว่ามาจากโรงงานใด แต่สารเคมีที่พบมากขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำน้อยลงคือองค์ประกอบของน้ำมัน ดังนั้นจึงเน้นย้ำไปยังประชาชนหลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำ หลายหากสัมผัสขอให้เร่งชำระออก
ส่วนสถานประกอบการที่ผ่านมา ใช้มาตรา 37 และ 39 ของ พ.ร.บ.โรงงาน ปิดไปประมาณ 3 แห่ง ซึ่งวันนี้จะปิดเพิ่มเติมอีก ส่วนการใช้มาตรา 39 เพื่อสั่งให้ปิดโรงงานทันทีนั้น อาจสุ่มเสี่ยงถูกฟ้องร้อง โดยเน้นย้ำว่าจะต้องใช้มาตรา 37 เพื่อให้โรงงานปรับปรุง และหากไม่ดำเนินการจะใช้มาตรา 39 ในการสั่งปิด โดยตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. ให้เจ้าหน้าที่ทีมงานกระทรวงอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำงานร่วมกันกับกระทรวงมหาดไทย
สำหรับขอบเขตในการเอาผิดผู้ประกอบการสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน นายวราวุธ กล่าวว่า เราฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน และสิ่งแวดล้อม โดยจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ซึ่งกฎหมายปัจจุบันมีอายุมากพอสมควร บทลงโทษจึงอาจไม่เข้มข้น จึงต้องแก้ไข ทั้งเพิ่มค่าปรับและคดีลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ให้เป็นคดีทางการเงิน นำไปสู่การยึดทรัพย์ผู้ประกอบการ
ขณะที่กรณีมีบริษัทนอมินีและบริษัทที่มีนามสกุลดัง เข้าไปเกี่ยวข้องนั้น นายวราวุธ กล่าวว่า "อันนี้ผมไม่สน ว่าจะเป็นนอมินีหรือนามสกุลใดก็แล้วแต่ แต่หากไปตรวจสอบแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นก็เป็นไปแล้ว 3 โรงงาน ก็ไม่ได้ดูว่าเป็นบริษัทใครอย่างไร แต่เขาไม่ทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ก็ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างกฎหมายถึงที่สุด"
อ่านข่าว :
"พลพีร์" แฉโรงงานสารพิษรั่วปราจีนฯ พบ "นามสกุลดัง" นอมินีต่างชาติ
คพ.เปิดผลตรวจ “คราบสีรุ้ง” จ่อเอาผิด รง.กำจัดกากอุตสาหกรรม ปราจีนฯ
น้ำท่วมกระทบปศุสัตว์ 30 จังหวัด เกษตรกรประสบภัยกว่า 2.7 หมื่นราย เร่งสำรวจความเสียหาย-เยียวยา
