จาก 40 ล้านสู่ 1.9 พันล้าน ไทม์ไลน์ "โรม-ไอเดียร์-ไอซ์" ปมร้อนข้ามสภาถึงโซเชียล

การเมือง
15:06
จำนวนผู้ชม 113
Thai PBS
จาก 40 ล้านสู่ 1.9 พันล้าน ไทม์ไลน์ "โรม-ไอเดียร์-ไอซ์" ปมร้อนข้ามสภาถึงโซเชียล

จุดเริ่มต้นจาก "สินบน 40 ล้านบาท"

เรื่องเริ่มจากกระทู้ถามของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2569 ที่ตั้งคำถามต่อนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี ถึงความคืบหน้ากรณีที่ไชยชนกเคยเปิดเผยต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 ว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี มีผู้ติดต่อผ่านคนรู้จัก เพื่อเสนอเงิน 40 ล้านบาท/เดือน แลกกับการไม่ปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย

โรมต้องการทราบว่า หลังผ่านมาประมาณ 1 ปี หน่วยงานรัฐดำเนินการเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว โดยเฉพาะบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในกระบวนการ เช่น "นายคิว" และ "นายฉัตรมงคล" รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ขณะที่โรมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากเรื่องที่ไชยชนกเคยเปิดเผย เป็นข้อเท็จจริง เหตุใดผู้ที่ถูกกล่าวถึง จึงยังไม่มีความคืบหน้าในคดีอย่างชัดเจน

ไชยชนกชี้แจงว่า หลังเปิดเผยเรื่องดังกล่าว กระทรวงดีอีมีการตรวจสอบภายในและส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตำรวจและ ป.ป.ช. พร้อมยืนยันว่าตัวเองและฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ร่วมขบวนการ และระบุว่าข้อมูลบางส่วนที่ได้รับในเวลาต่อมา เกี่ยวกับเว็บไซต์พนันถูกส่งต่อให้หน่วยงานสอบสวนตรวจสอบ จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 52 คน และการตรวจสอบเครือข่ายที่มีเงินหมุนเวียนตามที่รัฐมนตรีกล่าวถึง

โรมถามกลับ ปม "คิว" ยังไม่คืบ

ระหว่างการถามกระทู้ โรมยังตั้งคำถามถึงเหตุที่นายคิว ซึ่งถูกกล่าวถึงในเรื่องข้อเสนอสินบน ยังไม่ได้ถูกเรียกมาสอบสวนอย่างที่ควรจะเป็น พร้อมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบุคคลที่ทำหน้าที่ประสานงานในช่วงก่อนหน้านี้ และการตรวจสอบเว็บพนันจำนวนมากที่ถูกกล่าวถึงในกระบวนการ

ไชยชนก ยืนยันว่า การที่บางบุคคลยังไม่ได้ถูกเรียกสอบสวน ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลเพิกเฉย แต่ในช่วงแรกข้อมูลที่ได้รับยังไม่เพียงพอ ที่จะระบุตัวบุคคลหรือแจ้งข้อกล่าวหาได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามพยานหลักฐาน

โรมยังโต้แย้ง เรื่องการกล่าวถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน โดยระบุว่า หากมีหลักฐานก็พร้อมให้ตรวจสอบ และพรรคไม่ควรปกป้องผู้กระทำผิด แต่การบังคับใช้กฎหมายควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลจากพรรคการเมืองใด

จุดเดือด "โรม" พาดพิง สส.หญิงชัยภูมิ

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อ โรม กล่าวว่า หากรัฐบาลจะตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ก็ควรตรวจสอบให้ครอบคลุมถึง สส.หญิง จ.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งโรมกล่าวว่า มีประเด็นเกี่ยวกับสามี ที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ

แม้โรมไม่ได้เอ่ยชื่อในประโยคนั้น แต่ "สุชาดา ซาง แทนทรัพย์" สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงทันที โดยระบุว่า สส.หญิง จ.ชัยภูมิ ของพรรคภูมิใจไทย มีเธอเพียงคนเดียว จึงถือว่าคำพูดดังกล่าวกระทบถึงตัวเธอโดยตรง และเรียกร้องให้โรมถอนคำพูด เพราะการกระทำเช่นนี้ "ไม่แมน" และเรียกร้องให้โรมพยายามควบคุมอารมณ์ พร้อมยืนยันว่าการกล่าวหาควรมีหลักฐานรองรับ

โรมตอบว่า หากต้องการหลักฐานจะมีตามมา และยืนยันว่าไม่ถอนคำพูด โดยตั้งคำถามว่า ตามข้อบังคับการประชุม เขาจำเป็นต้องเปิดพยานหลักฐานทั้งหมดในทันที ระหว่างกระทู้ถามรัฐมนตรีหรือไม่

"มัลลิกา" ขอถอนคำพูด - โรมรับทราบพร้อมปฏิบัติ

ขณะนั้น น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม เข้ามาควบคุมสถานการณ์และขอให้โรมถอนคำพูด เนื่องจากประโยคดังกล่าวอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่า สส.หญิง จ.ชัยภูมิ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ทั้งที่ยังไม่มีการแสดงหลักฐานในที่ประชุม

โรมยังยืนยันไม่ถอนคำพูด โดยระบุว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็น "ลูกผู้ชาย" หรือ "ลูกผู้หญิง" แต่ควรพิจารณากันตามหลักฐานและข้อบังคับการประชุม

เมื่อโรมไม่ยอมถอนคำพูด มัลลิกาจึงวินิจฉัยให้โรมออกจากห้องประชุม และกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาไม่ให้โรมกลับเข้าห้องประชุมอีก ในช่วงการประชุมวันนั้น โรมรับคำวินิจฉัย "รับทราบพร้อมปฏิบัติ" และเดินออกจากห้องประชุม

หลังจากนั้นยังเกิดการประท้วงต่อเนื่อง โดยฝ่ายพรรคประชาชน เสนอให้นับองค์ประชุม ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลโต้แย้งว่า การประชุมยังมีวาระอื่นและรัฐมนตรีพร้อมตอบกระทู้ ก่อนที่เรื่องจะยุติลงและการประชุมเดินหน้าต่อ

"สุชาดา" แถลง เตรียมปรึกษาทนาย

หลังออกจากห้องประชุม สุชาดาแถลงว่า การพาดพิงถึงสามีโดยไม่มีหลักฐานสร้างความเสียหายต่อครอบครัว พร้อมท้าให้โรมเปิดหลักฐาน หากมีข้อมูลจริง และยืนยันว่าบัญชีทรัพย์สินของเธอถูกยื่นต่อ ป.ป.ช.ตามกฎหมาย

สุชาดา ยังระบุว่า ในฐานะที่โรมเป็นถึงประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ควรใช้กระบวนการของกรรมาธิการ ในการตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการ มากกว่าการนำเรื่องที่ยังไม่มีการแสดงหลักฐานมาอภิปรายกลางสภา พร้อมระบุว่าจะปรึกษาทนายความ เพื่อพิจารณาดำเนินคดีหมิ่นประมาท

ด้านโรมยังยืนยันว่า หากมีหลักฐานก็จะนำมาเปิดเผย และย้ำว่าการตรวจสอบเรื่องทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ ควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย

จากสภาสู่โซเชียล "ไอซ์" ตั้งคำถามสามีทำงานอะไร

หลังเหตุการณ์ในสภา เรื่องไม่ได้จบลงที่การประชุม เพราะ รักชนก ศรีนอก หรือ "ไอซ์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ามาโพสต์ต่อบนเฟซบุ๊ก โดยนำข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินของสุชาดามาตั้งคำถามถึงทรัพย์สินของครอบครัวและอาชีพของสามี

รักชนก โพสต์ข้อความในลักษณะตั้งคำถามว่า สามีของสุชาดาซึ่งมีทรัพย์สินรวมประมาณ 1,900 ล้านบาท ทำมาหากินอะไร พร้อมระบุว่าจะโหลดข้อมูลจาก ป.ป.ช.มาตรวจสอบเพิ่มเติม

สุชาดาเข้ามาตอบกลับว่าไม่ได้รู้สึกโกรธ และย้อนถามกลับถึงกรณีที่รักชนก เคยพูดถึงสร้อยคอแบรนด์เนมที่มีผู้ชายซื้อให้ พร้อมตั้งคำถามกลับเช่นกันว่า สามีของรักชนกประกอบอาชีพอะไร

รักชนก จึงตอบกลับด้วยคำถามสั้น ๆ ว่า "สรุปสามีทำอาชีพอะไรค้า" ก่อนจะเผยแพร่ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. พร้อมระบุว่า เป็นการนำข้อมูลมาเปิดเผย ไม่ได้หมายความว่า เป็นการกล่าวหา

โรมเรียก "ไอเดียร์-สามี" ชี้แจง

เหตุการณ์ไม่ได้จบลงหลัง รังสิมันต์ โรม ถูกเชิญออกจากห้องประชุม เพราะวันนี้ (2 ต.ค.2569) โรมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า กมธ.เตรียมออกหนังสือเชิญ สุชาดาและ ไท่หยาง ซาง สามี เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ในวันที่ 7 ต.ค.2569 พร้อมเชิญผู้แทนจาก ป.ป.ง. ก.ล.ต. และ ป.ป.ช. เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย

โรมระบุว่า การเชิญครั้งนี้อยู่ในกรอบการพิจารณา มาตรการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงการติดตามและควบคุมธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยต้องการตรวจสอบ เส้นทางการเงิน แหล่งที่มาของรายได้ และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี หลังพบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายไท่หยางที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.มูลค่าราว 1,900 ล้านบาท ซึ่งมีรายการเงินให้กู้ยืมประมาณ 1,440 ล้านบาท เป็นรายการสำคัญ ซึ่งมีการระบุผู้กู้เป็น Three Arrows Capital หรือ 3AC กองทุนคริปโตที่ล้มละลายในปี 2565

ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาตั้งคำถามเพิ่มเติม โดยบุคคลภายนอก รวมถึง ศิริโชค โสภา ซึ่งเสนอให้ตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับเงินกู้ และตัวเลขที่แตกต่างกันประมาณ 97 ล้านบาท โดยย้ำว่าความแตกต่างดังกล่าว ยังยังไม่สรุปว่าเป็นความผิดปกติ เพราะอาจมีคำอธิบายจากการชำระคืน หรือวิธีการบันทึกข้อมูลที่ต่างกัน และควรตรวจสอบจากเอกสารต้นทางก่อน

โรมย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่ควรสรุปว่าบุคคลใดกระทำผิด และต้องยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เห็นว่าข้อมูลที่ปรากฏมีประเด็นที่ควรตรวจสอบ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับธุรกิจคริปโตและบริษัทหรือกองทุนที่ประสบปัญหาล้มละลาย รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีในต่างประเทศ ทั้งนี้ โรมยังไม่เปิดเผยหลักฐานทั้งหมด โดยระบุว่าข้อมูลบางส่วนต้องใช้ในขั้นตอนอื่นของการตรวจสอบ

อ่านข่าว :

บอร์ดบินไทย มีมติปลด “ชาย เอี่ยมศิริ” พ้นดีดีบินไทยมีผลทันทีเซ่นพิษกระเป๋าตกค้าง

ม.รามคำแหงเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วม เสียหายกว่า 200 ล้าน หนักสุดในรอบ 4 ทศวรรษ

"อนุทิน" สั่งรับมือฝนใต้-กำชับ "ศูนย์พักพิง" ต้องพร้อมทุกอย่าง-ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน

กมธ.กฎหมาย ยื่นหนังสือด่วนเชิญ “สส.ไอเดียร์-สามี " ชี้แจงที่มาทรัพย์สินเกือบ 2 พันล้าน