วันนี้ ( 28 ส.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 ว่า ที่ประชุมกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรในปี 2570 โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร โดยที่ประชุมเห็นชอบกรอบการดำเนินงานกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รองรับการดำเนินงาน 6 มาตรการ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์
เนื่องจากตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์
สำหรับ 6 มาตรการที่กระทรวงฯ จะดูแล คือ ด้านการตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร และด้านการผลิต เพื่อพัฒนาโครงสร้างการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายกลุ่ม ได้แก่ พืชไร่ พืชน้ำมัน ผลไม้ พืชหัว ปศุสัตว์ ประมง เกลือทะเล ดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจัยการผลิต รวมถึงกลุ่มสินค้าจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือพร้อมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตร และสามารถเข้าให้การดูแลเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
คชก.เคาะวงเงิน 2พันล้านดูสินค้าเกษตร รับมือความเสี่ยงปรากฎการณ์เอลนีโญ
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก พร้อมประสานการช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม และเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยการดำเนินมาตรการต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างตรงจุด
คชก.เคาะวงเงิน 2พันล้านดูสินค้าเกษตร รับมือความเสี่ยงปรากฎการณ์เอลนีโญ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คชก. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทบทวนการกำหนดราคาเป้าหมายนำให้มีความเหมาะสม เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด รวมทั้งให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านทั้งสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุน และภาวะราคา เพื่อให้การดำเนินมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร
สำหรับการวางกรอบการดำเนินงาน ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยมุ่งให้การดูแลเกษตรกรไม่เพียงรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว
อ่านข่าว:
สนค.ชี้ส่งออก ก.ค.ทุบสถิติ อิเล็กทรอนิกส์-เกษตรหนุน
“ศุภจี” ชู 7 ก้าวต่อปลดล็อกเศรษฐกิจ เปิดผลงาน 90 วันทำได้จริง พอใจแก้ปัญหาเกษตร
เทรนด์การดูแลสุขภาพชะลอวัย สนค.เผยโอกาสทอง “สินค้าเกษตรฟังก์ชัน”
