วันนี้ (20 ส.ค.2569) CNN รายงาน สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง สุ่มเสี่ยงที่จะบานปลายไปสู่สงครามครั้งใหม่ หลังจากผู้นำฝ่ายขวาจัดของอิหร่านเริ่มปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการทหาร จากเดิมที่เน้นการป้องกันประเทศ มาเป็นการเปิดปฏิบัติการเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ
ท่ามกลางภาวะหยุดชะงักทางการเมือง เมื่อบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จัดทำขึ้นเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน หมดอายุลง โดยที่ประเด็นการควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาในการนำประเทศออกจากความขัดแย้ง ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 เดือน
ตั้งผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ชูนโยบายเปิดศึกบนแผ่นดินศัตรู
สัญญาณการเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์ของเตหะราน เริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากการออกกฤษฎีกาปรับโครงสร้างผู้นำฝ่ายความมั่นคงโดย มอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่งตั้ง โมห์เซน เรซาอี ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าสภาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัด ในกองสืบราชการลับและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่เชื่อมั่นว่า หนทางเดียวที่จะบีบให้สหรัฐฯ ยอมอ่อนข้อคือการเดินหน้าสู้รบ และสร้างความเสียหายแก่ฝ่ายบริหารของ ทรัมป์ อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การแต่งตั้ง อะห์มัด วาฮิดี ขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองกำลัง IRGC คนใหม่ ยิ่งตอกย้ำทิศทางเชิงรุกอย่างเด่นชัด โดย โมฮัมหมัด เรซา นัคดี ที่ปรึกษาประจำกองกำลังฯ เปิดเผยผ่านสื่อทีวีรัฐบาล IRIB ว่า กองทัพอิหร่านได้รับมอบหมายให้พัฒนาขีดความสามารถในการ "ย้ายการปฏิบัติการทางทหารไปยังแผ่นดินของศัตรู" โดยมุ่งเน้นการโจมตีเป้าหมายอย่างชาญฉลาด คัดสรร และตรงจุด ซึ่งรวมถึงการเล็งเป้าหมายไปยังฐานทัพ และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ยกระดับแสนยานุภาพ ลดพึ่งพากลุ่มตัวแทน
การปรับเปลี่ยนหลักนิยมทางการทหารในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธบาลลิสติก รุ่นใหม่ ที่มีความคล่องตัวสูงและติดตั้งหัวรบพวง (Cluster Warheads) ควบคู่ไปกับการใช้โดรน ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับตัว และตอบโต้ระบบป้องกันภัยทางการทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นักวิเคราะห์จากสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศมองว่า อิหร่านกำลังปรับลำดับความสำคัญ โดยลดบทบาทการพึ่งพากลุ่มตัวแทนอย่าง เฮซบอลลาห์ หรือ กองกำลังมิลิเชียในอิรัก และหันมาพึ่งพาแสนยานุภาพทางอากาศ และโดรนของกองทัพตนเองโดยตรง เพื่อชิงความได้เปรียบทั้งในมิติของเวลา จังหวะ และพื้นที่สงคราม
ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังคงรักษากลยุทธ์ก่อกวนเศรษฐกิจโลก ผ่านสงครามที่ไม่เป็นรูปแบบ (Asymmetrical Warfare) เช่น การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท ADNOC แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น รวมถึงการส่งสัญญาณขู่ก่อวินาศกรรมสายเคเบิลใต้ทะเล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรง ต่อเสถียรภาพของกลุ่มประเทศอาหรับในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ที่เสี่ยงต่อการถูกโอบล้อม จากกองกำลังฮูตีในเยเมนและมิลิเชียในอิรัก
นักวิเคราะห์ชี้ อิหร่านประเมิน "ภัยสงคราม" ต่ำกว่า "พิษคว่ำบาตร"
ฮามิดเรซา อาซีซี นักวิเคราะห์จากสถาบัน Clingendael ในเนเธอร์แลนด์ ประเมินว่า ฝ่ายบริหารของเตหะรานมองว่า สภาวะ "ต่อให้ไม่รบกับสหรัฐฯ ประเทศก็ไม่สงบอยู่แล้ว" ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศที่ทรุดหนัก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงกว่าการเปิดศึกโดยตรง
ดังนั้น ผู้นำอิหร่านจึงสรุปว่า ต้นทุนของการเข้าสู่สงครามรอบใหม่ ยังต่ำกว่าการปล่อยให้ศักยภาพของประเทศถูกกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ
การประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความพร้อมทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยา ไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ และประชาชนภายในประเทศอิหร่านเอง ว่าเตหะรานพร้อมที่จะใช้ความเด็ดขาดทางการทหาร เพื่อยึดกุมอำนาจต่อรองทางการเมืองในระยะยาว
อ่านข่าว :
กลาโหม ลงพื้นที่ "น่าน" สั่งระดมกำลังทหารเร่งช่วยผู้ประสบภัย
อัปเดต “น้ำท่วมน่าน” ชุมชนภูมินทร์-ท่าลี่ อ.เมือง จ.น่าน
ฝนถล่มแม่ฮ่องสอน ดินสไลด์ เสาไฟล้ม ขวางถนนแม่สะเรียง-เชียงใหม่
