วันนี้ (1 ก.ค.2569) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับงบประมาณ 8,200 ล้านบาท ถูกตัด 10% ซึ่งภารกิจของกระทรวงการต่างประเทศมีความสำคัญและมีความท้าทายหลายอย่าง ที่ครอบคลุมทุกมิติ อาทิ ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันแปร การตั้งงบประมาณของเราตั้งบนพื้นฐานนโยบาย "การทูต 2.0" ได้แก่ การทูตที่มียุทธศาสตร์ การทูตที่ทันต่อสถานการณ์ผันแปร เช่น การอพยพคนไทยจากอิหร่าน และการทูตที่มีเอกภาพด้านนโยบาย ที่สื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจ
สำหรับปัญหาเรื่องของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่เราพยายามจะก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่เราทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการทางการทูตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ความมั่นคง อธิปไตย และศักดิ์ศรี ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อันครอส (UNCLOS) เรามีความมั่นใจและมีความพร้อมอย่างเต็มที่ ที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย
"การทูตต้องเป็นเชิงรุก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ หาตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยี โดยบูรณาการทำงานกับทุกหน่วยงาน ดังนั้นขอให้คงงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศไว้ เพราะเป็นงบที่มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ" นายสีหศักดิ์ กล่าว
ส่วนปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้รับงบประมาณราว 8,400 ล้านบาท นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เพิ่งรับหน้าที่ประธานคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ จึงต้องศึกษาปัญหาและลงพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ บูรณาการการทำงาน และใช้งบให้เกิดประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ กระบวนการพูดคุย ความเป็นธรรม การศึกษา และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยต้องให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
นอกจากนี้ ได้จัดตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ โดยมีตนเป็นประธาน เพื่อเชื่อมการทำงานทุกหน่วยงาน ลดขั้นตอน และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
ภายหลังการชี้แจง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี สอบถามเป้าหมายของรัฐบาล ในการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ทั้งที่ไทยมีสิทธิ์ไม่เข้าร่วมได้
นายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวไม่เกี่ยวกับงบประมาณโดยตรง แต่พร้อมชี้แจงว่า หลังยกเลิก MOU 44 เนื่องจากการเจรจาไม่มีความคืบหน้าและมีข้อกังวลเรื่องการอ้างสิทธิ์ของกัมพูชา ทั้งสองประเทศจึงเห็นพ้องระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ให้เริ่มเจรจาทวิภาคีภายใต้ UNCLOS แต่เมื่อกัมพูชาตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ไทยจึงต้องเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวด้วย ยืนยันว่าไม่ใช่การยอมรับอำนาจศาลทางทะเล แต่เป็นกลไกประนอมเพื่อหาทางออกตามกติกาสากล
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หากไทยไม่เข้าร่วม อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมถึงการเจรจา FTA โดยผลการประนอมไม่ใช่ข้อยุติสุดท้าย หากยังมีประเด็นที่ไทยรับไม่ได้ ก็ยังต้องเจรจากับกัมพูชาต่อไป
จากนั้น นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน สอบถามการแก้ปัญหามลพิษข้ามแดน ทั้งอากาศและน้ำ หลังคณะทำงานที่ตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้วยังไม่เคยประชุม
นายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศถือว่าปัญหามลพิษข้ามแดนเป็นภัยความมั่นคงข้ามชาติ แม้ไม่ใช่หน่วยงานหลัก แต่ได้หยิบยกประเด็นนี้หารือกับผู้นำเมียนมา และตกลงจัดทำ TOR เพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วมแก้ปัญหา เช่นเดียวกับการหารือกับ สปป.ลาว พร้อมยืนยันว่าจะใช้การทูตผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการต่างประเทศของไทย
อ่านข่าว :
"ไชยชนก" แจงดีอี ได้งบเพิ่ม ไม่เกี่ยวกับ TH-AI Passport เฟส 2
"ภราดร" ยอมรับงบฯ ปี 70 ยังไม่ตอบโจทย์ประเทศ ชวนฝ่ายค้านปฏิรูปโครงสร้าง
"เอกนิติ" แจงงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ใช้งบคุ้มค่า โปร่งใส เน้น 6 ยุทธศาสตร์

