เปิดแผนสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ ปลดล็อกฮอร์มุซ-ฟื้นเศรษฐกิจเตหะราน

ต่างประเทศ
06:53
จำนวนผู้ชม 885
Thai PBS
เปิดแผนสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ ปลดล็อกฮอร์มุซ-ฟื้นเศรษฐกิจเตหะราน
สหรัฐฯ-อิหร่านปิดดีลสันติภาพ 14 ข้อ เพื่อยุติสงคราม ฟื้นการเดินเรือผ่านฮอร์มุซ และเปิดทางสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ โดยอิหร่านอาจได้เงินลงทุนและการเข้าถึงทรัพย์สินรวมหลายแสนล้านดอลลาร์ หากสามารถบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน

วันนี้ (18 มิ.ย.2569) CNN รายงานการเปิดเผยข้อมูลครั้งประวัติศาสตร์ ในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทำเนียบขาว ได้แถลงรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีการลงนามร่วมกันโดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ทางอิเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.

ข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นในลักษณะโครงร่างแผนสันติภาพ 14 ข้อ มีความยาวในฉบับภาษาอังกฤษไม่ถึง 800 คำ แม้จะเป็นเอกสารสั้นที่ยกยอดรายละเอียดทางเทคนิคหลายประการไว้เจรจาในภายหลัง แต่ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง โดยมีสาระสำคัญ และ บทวิเคราะห์จาก CNN เพิ่มเติม ดังนี้

ข้อที่ 1 การยุติปฏิบัติการทางทหารทุกแนวรบถาวร

สหรัฐฯ อิหร่าน และ กลุ่มพันธมิตร ตกลงยุติการเผชิญหน้าทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและถาวร รวมถึงในเลบานอน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่า จะไม่เปิดฉากโจมตีหรือคุกคามอธิปไตยของกันและกันอีกต่อไป

ทั้งนี้ CNN วิเคราะห์ว่า ข้อนี้ไม่มีการระบุชื่อ "อิสราเอล" หรือ "กลุ่มเฮซบอลลาห์" อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งอาจเป็นจุดเปราะบางเนื่องจากปฏิบัติการของอิสราเอลในเลบานอนเป็นปัจจัยแทรกซ้อนสำคัญ ขณะที่ รอง ประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ระบุว่าข้อนี้หมายถึงอิหร่านต้องหยุดสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงทั้งหมด

ข้อที่ 2 การเคารพอธิปไตยและการไม่แทรกแซงกิจการภายใน

ทั้ง 2 ฝ่ายให้คำมั่นว่าจะเคารพอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

CNN วิเคราะห์ว่า ข้อนี้มีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยอมล้มเลิกแนวคิดการผลักดันให้เกิด "การเปลี่ยนระบอบปกครอง" ในเตหะราน ซึ่งขัดกับคำประกาศช่วงเริ่มสงครามที่ทรัมป์เคยสัญญาว่าจะนำอิสรภาพมาสู่ชาวอิหร่าน

ข้อที่ 3 กรอบเวลาเจรจาสัญญาฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน

ภาคีทั้งสองตกลงที่จะเจรจาเพื่อให้บรรลุ "ข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ (Final Deal)" ภายในกรอบเวลาไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาได้ตามความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย

CNN วิเคราะห์ว่า วันลงนามคือวันที่ 17 มิ.ย. ทำให้เส้นตาย 60 วันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 16 ส.ค. ทว่าการเจรจาอาจสะดุดจากวันสำคัญในปฏิทินอิหร่าน ทั้งพิธีกรรมทางศาสนา "วันอาชูรอ" (25 มิ.ย.) และพิธีฝังศพหลายวันของอายาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีในช่วงต้นของสงคราม ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 4-9 ก.ค.

ข้อที่ 4 การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ภายใน 30 วัน

สหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) และอุปสรรคต่ออิหร่านทันที โดยต้องเสร็จสิ้นภายใน 30 วัน และตกลงจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงอิหร่านภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์

CNN วิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ มีเส้นตายถึงวันที่ 19 ก.ค. ในการถอนการปิดล้อม อย่างไรก็ตาม คำว่า "พื้นที่ใกล้เคียง" ยังคงไม่ชัดเจนว่ารวมถึงฐานทัพถาวรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียด้วยหรือไม่ หรือหมายถึงเพียงกำลังพลส่วนต่อขยายจำนวน 50,000 นายที่ส่งเข้ามาเสริมในช่วงสงครามเท่านั้น

ข้อที่ 5 การเปิดเส้นทางสัญจรปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม

อิหร่านจะใช้ความพยายามอย่างสูงสุดในการดูแลความปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์ในการเดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เป็นเวลา 60 วัน และต้องเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดและเคลียร์อุปสรรคทางทหารภายใน 30 วัน โดยอิหร่านจะหารือกับโอมานและรัฐชายฝั่งเพื่อกำหนดการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซในอนาคตตามกฎหมายระหว่างประเทศ

CNN วิเคราะห์ว่า อิหร่านยอมเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันผ่านฟรีเฉพาะในช่วง 60 วันของ MOU นี้เท่านั้น แต่การเปิดช่องให้เจรจากับโอมานในอนาคต บ่งชี้ว่าอิหร่านอาจเสนอจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในระยะยาว ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์เชิงรายได้มหาศาลที่สหรัฐฯ อาจต้องยอมอ่อนข้อให้

ข้อที่ 6 เม็ดเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน

สหรัฐฯ และ พันธมิตรในภูมิภาค ตกลงที่จะจัดทำแผนการร่วมทุนมูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยสหรัฐฯ จะออกใบอนุญาตและข้อยกเว้นทางการเงินที่จำเป็นทั้งหมดให้

CNN วิเคราะห์ว่า นี่คือเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์แช่แข็งของอิหร่านเองหลายเท่า และน่าแปลกใจที่ทรัมป์ยอมรับเงื่อนไขนี้ ทั้งที่เขาเคยโจมตีข้อตกลงนิวเคลียร์ยุคโอบามา (JCPOA) ว่าปล่อยเงินให้อิหร่านมากเกินไป ทั้งนี้ ทรัมป์ระบุว่าเม็ดเงินลงทุนก้อนนี้ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย (เช่น ซาอุดีอาระเบีย และ UAE) และเป็นคนละส่วนกับรายได้จากการขายน้ำมัน

ข้อที่ 7 การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทอย่างเบ็ดเสร็จ

สหรัฐฯ รับปากจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่ออิหร่าน ทั้งมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ, มติบอร์ด IAEA รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ทั้งขั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิ (Primary and Secondary Sanctions) ตามตารางเวลาที่จะตกลงกัน

CNN วิเคราะห์ว่า การเสนอข้อนี้ถือว่าไปไกลกว่าข้อตกลง JCPOA ในอดีตอย่างมาก เนื่องจาก JCPOA ยกเลิกเฉพาะคว่ำบาตรที่เกี่ยวกับนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ครั้งนี้จะครอบคลุมถึงมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการก่อการร้าย (เช่น การคว่ำบาตรกลุ่มเฮซบอลลาห์) ทำให้อิหร่านสามารถกลับเข้าสู่ระบบธนาคารสากลได้อย่างเต็มรูปแบบ

ข้อที่ 8 คำมั่นสัญญาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์และการจัดการสสารเสริมสมรรถนะ

อิหร่านยืนยันว่า จะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยทั้ง 2 ฝ่ายตกลงจะลดระดับความเข้มข้นของยูเรเนียมในคลังสะสม (Down-blend) ในพื้นที่โรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA และจะเจรจากรอบการเสริมสมรรถเนียมเพื่อพลังงานพลเรือนในข้อตกลงสันติภาพสุดท้าย

CNN วิเคราะห์ว่า ทรัมป์จะอ้างว่า นี่คือชัยชนะที่อิหร่านยอมลงนาม ว่าจะไม่มีวันครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ แต่อิหร่านก็มองว่า ตนเคยให้สัญญานี้ไว้แล้วในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยคำใน MOU นี้อ่อนลงกว่ายุค JCPOA และอิหร่านไม่ได้ละทิ้งสิทธิในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ

ข้อที่ 9 การรักษาความคลุมเครือและสถานะเดิมชั่วคราว (Status Quo)

ในระหว่างการเจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ทั้ง 2 ฝ่ายจะรักษาภาวะสถานะเดิม โดยอิหร่านจะแช่แข็งระดับโครงการนิวเคลียร์ไว้ ณ ปัจจุบัน ส่วนสหรัฐฯ จะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และจะไม่ส่งกำลังทหารเข้ามาในภูมิภาคเพิ่ม

CNN วิเคราะห์ว่า สถานะเดิมในปัจจุบันคือ คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัย โดยที่สหรัฐฯ ยอมยุติความพยายามที่จะทำลายหรือยึดครองชั่วคราว หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้ระดมคว่ำบาตรเครือข่ายขนส่งและสินทรัพย์ดิจิทัลของอิหร่านอย่างหนักหน่วงในช่วงสงคราม

ข้อที่ 10 การออกข้อยกเว้นพิเศษให้สิทธิอิหร่านส่งออกน้ำมันทันที

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกใบอนุญาตผ่อนปรน (Waivers) เป็นกรณีพิเศษทันทีหลังลงนาม MOU เพื่อให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเปิดทางให้ระบบธนาคาร การประกันภัย และการขนส่งโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินงานได้ในระหว่างรอข้อตกลงสันติภาพสุดท้าย

CNN วิเคราะห์ว่า เป็นการให้ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์แก่อิหร่านทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึง 60 วัน ซึ่งจะช่วยบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศของอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งช่วยผ่อนคลายอุปทานน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ตึงตัวจากสภาวะสงคราม

ข้อที่ 11 การปลดล็อกสินทรัพย์และกองทุนที่ถูกแช่แข็งทั่วโลก

สหรัฐฯ ตกลงจะปล่อยคืนเงินฝากและสินทรัพย์ของอิหร่าน ที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศทั้งหมด โดยให้ธนาคารกลางอิหร่านมีสิทธิขาดในการกำหนดปลายทางของผู้รับผลประโยชน์ และสหรัฐฯ จะออกใบอนุญาตทางกฎหมายที่จำเป็นให้ทั้งหมด

CNN วิเคราะห์ว่า ก่อนหน้านี้ โมเซน เรซาอี ที่ปรึกษาทางทหารของผู้นำสูงสุดคนใหม่ "อยาตอลเลาห์ มอจตาบา คาเมเนอี" ออกมาระบุว่า อิหร่านเรียกร้องเงินคืนอย่างน้อย 24,000 ล้านดอลลาร์ ทว่านักวิเคราะห์และสื่ออิหร่านประเมินว่า ตัวเลขสินทรัพย์ที่ถูกแช่แข็งจริงทั่วโลกอาจสูงถึง 124,000 - 167,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายนอกประเทศเป็นหลักเพื่อซื้อสินค้าและนำเข้าทุน

ข้อที่ 12 การจัดตั้งกลไกบริหารและตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญา

ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมที่เป็นกลไกฝ่ายบริหาร เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามความสำเร็จในการปฏิบัติตามข้อตกลงใน MOU รวมถึงความร่วมมือในอนาคต

CNN วิเคราะห์ว่า คาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายอาจนำโมเดลการตรวจสอบในอดีตของ JCPOA กลับมาปัดฝุ่นใช้ใหม่ แม้ว่าทรัมป์จะเป็นผู้ฉีกสัญญานั้นทิ้งในวาระแรกและทำให้อิหร่านล้มเลิกข้อตกลงดังกล่าวไปในเวลาต่อมาก็ตาม

ข้อที่ 13 กลยุทธ์การเจรจาแบบแยกส่วนและขับเคลื่อนตามผลงาน

กระบวนการเจรจาข้อตกลงสันติภาพสุดท้าย จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เฉพาะในหัวข้อที่เหลืออยู่ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงในข้อที่ 1, 4, 5, 10 และ 11 (การหยุดยิง, ถอนปิดล้อม, เปิดฮอร์มุซ, ปล่อยขายน้ำมัน และคืนเงินแช่แข็ง) ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงและมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องแล้วเท่านั้น

CNN วิเคราะห์ว่า สะท้อนหลักการทูตของ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ที่เน้นย้ำว่า ข้อตกลงจะมาทีละเฟสและขึ้นอยู่กับพฤติกรรม (Performance-based) โดยสหรัฐฯ พร้อมต้อนรับอิหร่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกหากทำตามเงื่อนไข แต่ก็พร้อมที่จะริบคืนผลประโยชน์ทั้งหมดทันทีหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อผูกพัน

ข้อที่ 14 การบังคับใช้ "ข้อตกลงสันติภาพสุดท้าย" ต้องผ่านมติ UNSC

ข้อตกลงสันติภาพสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะต้องได้รับการลงนามรับรองและค้ำประกันผ่านข้อมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

CNN วิเคราะห์ว่า เป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากร่าง MOU นี้ทำขึ้นแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเพียง 2 ประเทศ แต่กลับระบุให้ข้อตกลงสุดท้ายต้องได้รับการรับรองจากสมาชิกถาวร UNSC ทั้ง 5 ประเทศ (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, จีน และรัสเซีย) ซึ่งกลไกนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ หรือระบอบปกครองใหม่ของอิหร่านในอนาคต สามารถฉีกสัญญาหรือบิดพลิ้วข้อตกลงได้ง่าย ๆ เนื่องจากจะกลายเป็นปัญหาระดับโลกทันที

อ่านข่าว :

เปิดสถิติไทย-บัลแกเรีย ก่อนดวลศึกเนชันส์ลีก 2026 วันนี้ 20.30 น.

โปรตุเกส เสมอ ดีอาร์ คองโก 1-1 อังกฤษ ชนะ โครเอเชีย 4-2 ผลฟุตบอลโลก 2026

สภาพอากาศวันนี้ ทั่วไทยมีฝน เหนือ-อีสาน-ตะวันออก-ใต้ เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

"สหรัฐฯ - อิหร่าน" ลงนามข้อตกลงสันติภาพ มีผลบังคับใช้แล้ว