ส่องศักยภาพการรบ "อิหร่าน" พร้อมทำศึกกับสหรัฐฯ รอบใหม่ ?

ต่างประเทศ
18:35
จำนวนผู้ชม 69
Thai PBS
ส่องศักยภาพการรบ "อิหร่าน" พร้อมทำศึกกับสหรัฐฯ รอบใหม่ ?
สหรัฐฯ ปะทะกับอิหร่านครั้งใหญ่เป็นวันที่ 2 นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศตกลงหยุดยิงกันเมื่อเดือน เม.ย. สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศริมอ่าวเปอร์เซียตกเป็นเป้าการโจมตีของอิหร่าน ขณะเดียวกันมีคำถามตามมาว่า "อิหร่าน" ยังมีศักยภาพในการรบเหลืออยู่แค่ไหน

วันนี้ (11 มิ.ย.2569) กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เผยภาพยิงขีปนาวุธจากเรือรบอเมริกัน โดยระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการป้องกันตนเองและพุ่งเป้าไปที่อิหร่าน ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะประกาศยุติปฏิบัติการในอีก 4 ชั่วโมงต่อมา โดยระบุว่า ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว หลังโจมตีขีดความสามารถในการสอดแนมทางทหาร ระบบสื่อสารและฐานวางระบบป้องกันภัยทางอากาศทั่วอิหร่าน

ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า ได้โจมตีตอบโต้สหรัฐฯ โดยพุ่งเป้าไปที่ 18 เป้าหมายทางทหารที่ฐานทัพในคูเวตและบาห์เรน รวมทั้งยิงขีปนาวุธทิ้งตัว 12 ลูกไปยังฐานทัพอากาศและศูนย์ควบคุมของสหรัฐฯ ในจอร์แดน

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11 มิ.ย.) ถือเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันที่สหรัฐฯ กับอิหร่าน โจมตีตอบโต้กันไปมาครั้งใหญ่ นับตั้งแต่เริ่มหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องการทำลายในทุกๆ ครั้งที่เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ซึ่งสถาบันวิจัยในอิสราเอลประเมินว่า ในช่วงก่อนเดือนมิ.ย.2568 อิหร่านน่าจะมีขีปนาวุธหลายประเภท รวมประมาณ 3,000 ลูก

แต่การโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในสงคราม 12 วันที่พุ่งเป้าไปที่โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านเมื่อปี 2568 ทำลายคลังแสงอิหร่านหายไปครึ่งหนึ่ง แต่จุดที่น่าสนใจคือ ในเวลาเพียง 8 เดือนที่เป็นรอยต่อระหว่างสงคราม 12 วัน กับปฏิบัติการ Epic Fury ในปี 2569 อิหร่านสามารถผลิตขีปนาวุธมาเติมในคลังแสงได้มากถึง 1,000 ลูก เป็น 2,500 ลูกในช่วงก่อนที่สหรัฐฯ จะถล่มอิหร่านในวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

แม้พีท เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ จะระบุว่า กองทัพอิหร่านถูกทำลายและอิหร่านต้องใช้เวลาอีกหลายปี ในการฟื้นศักยภาพการรบ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการพูดถึงกันมากว่า อิหร่านอาจใช้เวลาช่วงหยุดยิงชั่วคราว เร่งผลิตขีปนาวุธเติมคลังแสง และกู้อาวุธที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากความเสียหาย จากการถล่มของสหรัฐฯ และอิสราเอล

New York Times รายงานอ้างผลการประเมินของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า อิหร่านสามารถเข้าถึงฐานขีปนาวุธได้ 30 จุด จากทั้งหมด 33 จุด ตามแนวชายฝั่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว รวมทั้งยังเข้าถึงฐานยิงเคลื่อนที่ได้ 70% แล้ว และมีขีปนาวุธให้ใช้งานประมาณ 70% ของทั้งหมดที่มีในคลังแสงก่อนสงคราม ซึ่งในจำนวนนี้มีขีปนาวุธทิ้งตัวและขีปนาวุธร่อนรวมอยู่ด้วย

แม้ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่า ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่านถูกทำลายไปเท่าไหร่ แต่มีการประเมินว่า สหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีโครงการเหล่านี้ไปแล้ว 4,700 เป้าหมายทำลายขีปนาวุธในโรงงานผลิต 1,500 ลูก ส่วนที่อยู่ในคลังแสงถูกทำลายไปประมาณ 700 ลูก

ขณะที่ฐานยิงขีปนาวุธ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่อิสราเอลต้องการทำลายทิ้งตั้งแต่เมื่อปี 2568 ถูกจัดการไปแล้ว 70% และลดขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธของอิหร่านได้มากถึง 90% โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งมองว่า ขีดความสามารถที่ลดลงไปนี้ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อิหร่านใช้ระเบิดลูกปราย เพื่อเพิ่มความรุนแรงของการตอบโต้

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ NBC News ว่า อิหร่านยังมีขีปนาวุธเหลืออยู่ประมาณ 21-22% ขณะที่โรงงานผลิตขีปนาวุธและโดรน รวมทั้งฐานยิงถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก

แต่เมื่อไปออกสื่อเจ้าประจำอย่าง Fox News ทรัมป์ยอมรับว่า สหรัฐฯ แทบไม่ได้แตะต้องกองทัพอิหร่าน เพราะถือว่าไม่ได้เป็นพวกสุดโต่ง ซึ่งแม้ทรัมป์จะไม่ได้อธิบายชัดเจน แต่อาจเข้าใจได้ว่า เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือ IRGC

ทรัมป์มองว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องปล่อยกองทัพอิหร่านไว้ เพื่อไม่ให้อิหร่านล่มสลายและเข้าสู่ความโกลาหล เหมือนกับสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับอิรัก ที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจ หลังสหรัฐฯ โค่น ซัดดัม ฮุสเซน ซึ่งทรัมป์มองว่านั่นคือความผิดพลาด

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ทำเนียบขาวเรียกผู้บริหาร บริษัทผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่หลายเจ้า เข้ามาหารือเป็นครั้งที่ 2 อย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า เพื่อขอให้เร่งการผลิตอาวุธเข้ามาเติมในคลังแสง ซึ่งการที่สหรัฐฯ จะรบกับอิหร่านต่อไปหรือไม่นั้น ถือเป็นประเด็นหลักอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในขณะนี้

อ่านข่าว

อิหร่านถล่มฐานทัพสหรัฐฯใน 3 ประเทศ ลั่นพร้อมเปลี่ยนภูมิภาคเป็นนรก

ตะวันออกกลางตึงเครียด กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่

ระอุ! จับสัญญาณประท้วงต้าน "ผู้อพยพ" ในสหราชอาณาจักร