เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค2569) ที่ผ่านมา มีข่าวเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก หากเทียบกับกระแสการเมืองอื่น นั่นคือความเคลื่อนไหวของภาคประชาชน 19 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตปลาหมอคางดำ ไปยื่นร้องเรียนต่อสภาฯ เพราะปัญหาถูกละเลย จนวิกฤตหนักกว่าเดิม
วิกฤตปลาหมอคางดำ อาจไม่ใช่วิกฤตปากท้องที่หลายคนเผชิญอยู่โดยตรงในตอนนี้ ฉะนั้นต้องฟื้นความจำกันสักนิด ต้องไม่ลืมเด็ดขาดว่า วิกฤตการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ต่างถิ่นนี้ ทำผู้ประกอบการนากุ้ง-บ่อปลาจบชีวิตตัวเองมาแล้ว เพราะหนี้สินพอกพูน
"ตอนเริ่มได้หว่านไข่กุ้ง แต่ตอนจบทอดแหได้ปลาหมอคางดำ มันจะไปเหลืออะไร"
เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะในแถบบางขุนเทียนและภาคตะวันออก เผชิญกับปลาหมอคางดำมาตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันนี้อาชีพเลี้ยงกุ้ง-เลี้ยงปลาแทบจะล่มสลายสานต่อได้ยากยิ่ง พวกเขาวิจารณ์รัฐบาลว่า ใช้งบประมาณสะเปะสะปะในการแก้ปัญหา
ที่น่าเสียดายอย่างยิ่งคือมาตรการรับซื้อปลาหมอคางดำในช่วงระบาดแรก มีเสียงสะท้อนว่ากรมประมงรับซื้อจนเกือบจัดการปัญหาได้ ปลาหมอคางดำลดจำนวนลงอย่างน่าดีใจ หากสานต่ออีกสักหน่อยคาดว่าจะได้ชัยในท้ายที่สุด ปรากฏว่าเงินหมด
"ที่ลดลงจนน่าดีใจผ่านมาถึงปัจจุบัน กลายเป็นเพิ่มขึ้นน่าใจหายไปเสียแทน"
ฟากฝั่งนิติบัญญัติ สส.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เป็นอดีต สส.เขตบางขุนเทียน ของค่ายสีส้ม เกาะติดปัญหานี้ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องใกล้ชิด เจ้าตัวเปิดเผยผ่านรายการมุมการเมือง (15 พ.ค.2569) ว่าเคยเตือนรัฐบาลและกรมประมงแล้ว หากมาตรการไม่ชัดเจน ภายใน 1 ปี ประชากรปลาหมอคางดำจะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ซึ่งเกิดขึ้นจริงในวันนี้
บ่อเดิมที่เคยจับปลาหมอคางดำได้ 3-4 ตัน ปัจจุบันพุ่งสูงถึง 10 ตัน
ที่ จ.ชลบุรี พบปลาหมอคางดำในทะเลบริเวณพัทยา จนนักท่องเที่ยวไม่กล้าลงน้ำ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ที่สำคัญคือการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่ง อันเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำท้องถิ่นหลากสายพันธุ์เสียอีก
รัฐบาลเคยประกาศให้การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นวาระแห่งชาติ ปี 2567-2570 ไปแล้ว แต่ในสายตาคนที่เจอกับตัว แผนนี้ถือว่าสอบตกในทางปฏิบัติ เพราะเป็นการสั่งการแบบระบบราชการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
กรมประมงถูกวิจารณ์ว่าแก้ปัญหาแค่ช่วงสั้น ๆ พอเงินหมดก็หยุดรับซื้อ ทำให้ปลาขยายพันธุ์กลับมาใหม่
รัฐบาลยังถูกตั้งคำถามจากภาคประชาชนว่า เหตุใดจึงยังไม่สามารถสร้างความชัดเจนต่อสังคมได้ว่า การนำเข้าสัตว์น้ำชนิดนี้ในอดีตมีที่มาอย่างไร และใครควรต้องรับผิดชอบ เพราะในมุมมองของพวกเขานั้น เขาเชื่อว่ามีหลักฐานที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนเพียงพอแล้ว
อันที่จริงเมื่อปลายปีก่อน สมัยที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังเป็น รมว.กระทรวงเกษตรฯ เคยประกาศสงครามกับปลาหมอคางดำอย่างครึกโครมมาแล้ว
มาตรการสำคัญที่ขายไว้
- ให้นำปลาหมอคางดำที่จับได้ไปทำปุ๋ย
- ผลักดันแก้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดให้ชาวประมง
- ที่เด็ดที่สุดคือการประกาศจะหาตัวคนผิดให้ได้ใน 7 วัน
แต่จนถึงปัจจุบันประชาชนรู้ตัวการหรือยังนั้น คงทราบกันดีอยู่
กับปัญหาปลาหมอคางดำ อาจจะดูราวกับว่ารัฐบาลไม่กระตือรือร้น จะแก้ไขเหมือนปัญหาการเมืองอื่น นับตั้งแต่ปลายปีก่อนที่ ร.อ.ธรรมนัส สื่อสารเรื่องนี้ไว้ ก็ไม่ได้มีการสื่อสารอย่างเป็นทางการ ในเรื่องแนวทางแก้ปัญหาออกมาจากภาครัฐอีกเลย
ประโยคที่ว่า "คนตัวเล็กตัวน้อยโดนหมด แต่นายทุนทำผิดไม่โดนอะไรเลย" กลายเป็นวาทกรรมสะท้อนความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบว่า คนตัวเล็กตัวน้อยต้องแบกรับผลกระทบ ขณะที่ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ กลับยังไม่ถูกตรวจสอบอย่างชัดเจน
กรมประมง ยังไม่เปิดเผยชื่อบริษัทผู้นำเข้า ทั้งที่น่าจะทราบได้ เพราะต้องมีเอกสารหลักฐานการนำเข้า
ทั้งหมดกลายเป็นปัจจัยตอกย้ำข้อสงสัยเหล่านี้ แม้ว่ายังไม่เคยมีใครได้ใช้สิทธิ์ชี้แจงข้อกล่าวหา ในบริบทกระบวนการยุติธรรมเลยก็ตาม
ยิ่งรัฐไม่สื่อสารให้ชัด ยิ่งทำให้ข้อสงสัยโตเร็วกว่าปลาหมอคางดำขยายพันธุ์เสียอีก
วิกฤตนี้อาจไม่ป๊อปปูล่าเท่าปัญหาการเมืองอื่น แต่ถ้าปล่อยให้คนชายฝั่ง-ชาวนา สัตว์น้ำรู้สึกว่าถูกลืม ดีไม่ดีปลาหมอคางดำ อาจไม่ใช่แค่ภัยต่อบ่อกุ้งบ่อปลา
แต่อาจกลายเป็นหมัดน็อก เสยเข้าปลายคางรัฐบาลเสียเอง
วิเคราะห์ : อุรชัย ศรแก้ว ผู้ดำเนินรายการมุมการเมือง
อ่านข่าว :
พบปลาหมอคางดำชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี - เร่งตรวจสอบ
“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน
กระทิงขวิด จนท.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่บาดเจ็บ นำตัวส่ง รพ.
