"ฤดูน้ำแดง 2569" เริ่ม 16 พ.ค. คุ้มครองสัตว์น้ำจืดมีไข่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ

สังคม
17:12
จำนวนผู้ชม 57
"ฤดูน้ำแดง 2569" เริ่ม 16 พ.ค. คุ้มครองสัตว์น้ำจืดมีไข่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ
กรมประมง ประกาศ "ฤดูน้ำแดง" ปี 2569 เริ่ม 16 พ.ค.นี้ คุมเข้มห้ามจับสัตว์น้ำช่วงวางไข่ ครอบคลุมแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ หวังฟื้นฟูระบบนิเวศ-เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ พร้อมเตือนฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท

วันนี้ (15 พ.ค.2569) นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีการประกาศใช้มาตรการ บริหารจัดการทรัพยากรในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่แหล่งน้ำจืด หรือ "ฤดูน้ำแดง" มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2507 เพื่อปกป้องและคุ้มครองสัตว์น้ำจืดให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์ พร้อมติดตามและประเมินผลทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงมาตรการให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน

นางฐิติพร กล่าวว่า ล่าสุดเมื่อปี 2568 กรมประมงออกประกาศฉบับใหม่ โดยเพิ่มอำนาจให้กับคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด สามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขการทำการประมง ให้มีความเหมาะสมตามสภาพข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ และมีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2568 - 30 พ.ย.2572)

เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการติดตามและประเมินผลทางวิชาการ เนื่องจากการศึกษาวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลในระยะยาว จะช่วยให้เห็นถึงแนวโน้มและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

อธิบดีกรมประมง กล่าวต่อว่า จากการประเมินผลสำเร็จของมาตรการในปี 2568 โดยรวบรวมตัวอย่างปลาเพศเมีย ที่มีการพัฒนาอวัยวะสืบพันธุ์ในระยะสมบูรณ์เพศ ครอบคลุมปลาทั้งหมด 155 ชนิด ในพื้นที่ 60 แหล่งน้ำ 40 จังหวัด 18 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ

สำหรับประเมินช่วงเวลาหลักในการสืบพันธุ์ ความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝน และประสิทธิภาพของการประกาศใช้มาตรการ พบว่าปลาน้ำจืดมีระยะเวลาของการสืบพันธุ์เด่นชัดในช่วงปลายเดือน พ.ค.ถึงปลายเดือน ส.ค. โดยสูงสุดในช่วงปลายเดือน ก.ค. ซึ่งพบปลามีระยะเข้าสู่ช่วงวางไข่สูงถึง 124 ชนิด และมีค่าความเข้มของช่วงสืบพันธุ์หลักอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.ถึงปลายเดือน ก.ย. แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาในการสืบพันธุ์ มิได้จำกัดเฉพาะต้นฤดูฝน แต่ต่อเนื่องยาวไปจนถึงปลายฤดูฝนด้วย

นางฐิติพร กล่าวว่า ประกอบกับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา เกี่ยวกับการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา ประจำเดือน เม.ย.2569 คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอนโซ ที่อยู่ในสภาวะปกติจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.

จากนั้นจะมีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือน พ.ค.- ก.ค. และจะคงสภาวะนี้ต่อเนื่อง ไปจนถึงปลายปี 2569 อีกทั้งยังมีอิทธิพลของมรสุมในช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าในภาพรวมของประเทศ จากข้อมูลข้างต้นจึงแสดงให้เห็นว่า กรอบมาตรการดังกล่าวยังควรมุ่งเน้นการคุ้มครองสัตว์น้ำจืด ในช่วงต้นถึงกลางฤดูฝนเป็นสำคัญ

ดังนั้น กรมประมงจึงยังคงกำหนดพื้นที่และระยะเวลา รวมถึงเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้เป็นไปตามมาตรการเดิม ซึ่งแบ่งพื้นที่และระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายออกเป็น 3 ระยะ ตามความเหมาะสมของระบบนิเวศแต่ละพื้นที่ โดยกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร ห้วย หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน พรุ และลำน้ำทุกสาขา รวมทั้งป่าไม้และพื้นดินที่มีน้ำท่วมตามธรรมชาติเชื่อมต่อบริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือที่ดินของเอกชน ตามห้วงเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้

  • ระยะที่ 1 : วันที่ 16 พ.ค. - 15 ส.ค. ของทุกปี ในพื้นที่ 33 จังหวัด และ 1 อ่างเก็บน้ำ ได้แก่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์
  • ระยะที่ 2 : วันที่ 1 มิ.ย. - 31 ส.ค. ของทุกปี ในพื้นที่ 39 จังหวัด ได้แก่ จ.หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และ ตราด เว้นแต่ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์
  • ระยะที่ 3 : วันที่ 1 ก.ย. - 30 พ.ย. ของทุกปี ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และ ยะลา

โดยมีเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำประมงที่อนุญาตให้สามารถทำการประมงได้ ดังนี้

  • เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวงที่ทำการประมงโดยวิธีการกระชาก หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
  • ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดา (ไม่เรียงหน้าไล่ต้อนสัตว์น้ำ) ตั้งแต่ 3 เครื่องมือขึ้นไป
  • สุ่ม ฉมวก และส้อม
  • ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน
  • แหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร)

ในกรณีที่คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ประกาศกำหนดมาตรการอนุรักษ์ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยห้ามทำการประมงที่ใช้เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมงอย่างหนึ่งอย่างใด ตามวรรคหนึ่ง 1-5 ที่เข้มงวดกว่า ให้ถือปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการประมงจังหวัดนั้น

ทั้งนี้ การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย ทดลองทางวิชาการ หรือในพื้นที่โครงการที่ดำเนินการของทางราชการ ซึ่งต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมงหรือผู้ที่อธิบดีกรมประมงมอบหมาย หรือเพื่อเป็นการช่วยชีวิตของสัตว์น้ำ โดยเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง หรือภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมง

อนึ่ง คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสามารถออกประกาศกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมงไว้เป็นอย่างอื่นได้ โดยเสนอขอใช้อำนาจจากอธิบดีกรมประมง

ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 - 50,000 บาท หรือปรับจำนวน 5 เท่า ของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง

อธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า กรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายด้วยดีเสมอมา และตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำช่วงฤดูน้ำแดง ด้วยการงดใช้เครื่องมือที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อเปิดโอกาสให้สัตว์น้ำ แพร่ขยายพันธุ์และเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนตามธรรมชาติ

กรมประมงพร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามแนวคิด "Fisheries Connect for Sustainability" ในการฟื้นฟูและคืนความอุดมสมบูรณ์สู่ระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ อย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่พี่น้องชาวประมงไทยต่อไป

อ่านข่าว :

“เอลนีโญ” ปีนี้ไม่น่าห่วง จับตา "วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน" ฉุดผลผลิตข้าวไทยหาย 5 ล้านตัน

กรมอุตุฯ ประกาศ "ไทย" เข้าสู่ "ฤดูฝน" อย่างเป็นทางการ 15 พ.ค.นี้

กรมลดโลกร้อน เผยไทยร้อนอันดับ 17 โลก "ซูเปอร์เอลนีโญ" เสี่ยงภัยแล้งนานข้ามปี