2 ผู้บริหารใหญ่ BBC ลาออก "ทรัมป์" ขู่ฟ้อง 1,000 ล้าน เซ่นปมตัดต่อคำพูดทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ต่างประเทศ
14:33
จำนวนผู้ชม 4,301
Thai PBS
2 ผู้บริหารใหญ่ BBC ลาออก "ทรัมป์" ขู่ฟ้อง 1,000 ล้าน เซ่นปมตัดต่อคำพูดทำให้เกิดความเข้าใจผิด
ผู้ช่วย AI

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 CNN รายงาน สถานีโทรทัศน์สาธารณะชื่อดังของอังกฤษอย่าง BBC กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลัง ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ส่งจดหมายขู่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 36,000 ล้านบาท จากกรณีสารคดีที่ออกอากาศในปี พ.ศ.2567 ซึ่งมีการ "ตัดต่อคำพูด" จากสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2564 ทำให้ดูเหมือนทรัมป์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนใช้ความรุนแรงบุกอาคารรัฐสภา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อทีมผู้ผลิตรายการ BBC Panorama นำคลิปเสียงและภาพจากสุนทรพจน์ของทรัมป์ในวันชุมนุมที่เอลลิปส์ มาตัดต่อโดยนำ 2 ช่วงเวลาที่ห่างกันกว่าครึ่งชั่วโมงมารวมกัน จนเกิดความเข้าใจผิดว่าเขาพูดคำว่า "ต่อสู้อย่างสุดชีวิต" (Fight like hell) ทันทีหลังจากกล่าวเชิญชวนให้เดินไปยังอาคารรัฐสภา (Capitol) ทั้งที่ในสุนทรพจน์จริง คำว่า "ต่อสู้" ถูกกล่าวในบริบทของการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อปกป้องประเทศ ไม่ได้เชื่อมโยงกับการใช้ความรุนแรงโดยตรง

ข้อผิดพลาดนี้ถูกเปิดโปงในช่วงต้นเดือน พ.ย.2568 เมื่อรายงานภายในของ ไมเคิล เพรสคอตต์ อดีตที่ปรึกษาด้านบรรณาธิการของ BBC รั่วไหลไปถึงสื่อ The Telegraph รายงานดังกล่าวระบุว่า การตัดต่อดังกล่าว "ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของคำพูดและทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กร" ข่าวนี้ขยายวงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การร้องเรียนหลายร้อยกรณี และกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ

หลังจากกระแสข่าวรุนแรงขึ้น ผู้อำนวยการใหญ่ของ BBC ทิม เดวิ และ หัวหน้าฝ่ายข่าว เดโบราห์ เทอร์เนสส์ ประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ พร้อมคำขอโทษจากประธาน BBC ซาเมียร์ ชาห์ ที่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจ และยอมรับว่าการตัดต่อดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง

ขณะเดียวกัน ทีมทนายของทรัมป์ได้ส่งจดหมายขู่ฟ้องไปยังสำนักงานใหญ่ BBC ในลอนดอน โดยระบุว่าการเผยแพร่สารคดีดังกล่าวสร้างความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ BBC ออกแถลงการณ์แก้ไขและชดเชยภายในกำหนดเวลา 14 พ.ย.2568 หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีการฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทในศาลสหรัฐฯ

โฆษกของ BBC ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่ารับทราบจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะตอบกลับโดยตรงในเวลาที่เหมาะสม แม้ BBC ยังไม่เปิดเผยแนวทางทางกฎหมาย แต่ภายในองค์กรเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก เพราะไม่เพียงแต่ต้องเผชิญการโจมตีจากทรัมป์ หากยังถูกฝ่ายการเมืองในอังกฤษ โดยเฉพาะพรรคอนุรักษนิยม ใช้เป็นเครื่องมือโจมตีต่อเนื่อง

ลิซ ทรัสส์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษจากพรรคอนุรักษนิยม เขียนในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่าถึงเวลาที่โลกจะได้เห็น BBC ในมุมที่แท้จริง การบิดเบือนและอคติในการรายงานทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนมานาน เสียงวิจารณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ BBC ต้องตกอยู่ในจุดที่เปราะบางอย่างที่สุด

ขณะที่อังกฤษกำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ BBC และ พ.ร.บ.หลวงที่คุ้มครององค์กรกำลังจะหมดอายุในสิ้นปี พ.ศ.2570 ฝ่ายอนุรักษนิยมหลายคนใช้เหตุการณ์นี้เรียกร้องให้ ยุติการออกอากาศที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ขณะที่นักข่าวและบุคลากร BBC จำนวนมากออกมาปกป้ององค์กร โดยยืนยันว่านี่เป็น "ข้อผิดพลาดทางงานข่าว" ไม่ใช่ความตั้งใจทางการเมือง

จอห์น ซิมป์สัน นักข่าวอาวุโสของ BBC เขียนบนแพลตฟอร์ม X ว่า "ตอนนี้เรากำลังต่อสู้จริงจังเพื่อปกป้องการสื่อสารสาธารณะ เพราะสิ่งนั้นกำลังถูกคุกคามอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ส่วนเจมส์ แลนเดล ผู้สื่อข่าวการทูตของ BBC โพสต์ข้อความว่า "เราไม่สมบูรณ์แบบ แต่เรายังเป็นแสงสว่างในโลกที่มืดมิด"

ผู้เชี่ยวชาญสื่อหลายคนมองว่าปัญหานี้สะท้อนรอยร้าวที่ลึกกว่าข้อผิดพลาดในการตัดต่อ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของสงครามความเชื่อมั่นต่อสื่อสาธารณะในยุคที่ความจริงถูกตีความตามมุมมองการเมือง ไม่เพียงแต่ BBC ต้องพิสูจน์ความถูกต้อง แต่ยังต้องต่อสู้เพื่อคงอยู่ในสังคมที่ความไว้วางใจต่อสื่อกำลังสั่นคลอน

โรเบิร์ต ชริมสลีย์ บรรณาธิการการเมืองของ The Financial Times เขียนว่า BBC ทำผิดจริงและต้องรับผิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการรณรงค์ทางการเมืองจากฝ่ายขวาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรนี้ ข้อสังเกตนี้สะท้อนเสียงจากหลายฝ่ายที่เห็นตรงกันว่า เหตุการณ์สารคดีทรัมป์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคลิปตัดต่อ แต่คือการต่อสู้ครั้งสำคัญของสื่อสาธารณะในยุคที่คำว่า "ความจริง" ถูกแย่งชิงโดยทุกฝ่าย

อ่านข่าวอื่น :

เตือนชาวนาระวัง “แมลงบั่ว” ศัตรูร้ายทำลายข้าวมาพร้อมกับอากาศหนาว

"โสภณ" เตรียมถก ครม.-กนช.หารือบริหารจัดการน้ำ หวั่นกระทบ กทม.