"คลัง" ระบุยอดลงทะเบียน “ยิ่งใช้ยิ่งได้” น้อย คาดช่วยรัฐประหยัดงบฯ

เศรษฐกิจ
20:03
จำนวนผู้ชม 2,001
Thai PBS
"คลัง" ระบุยอดลงทะเบียน “ยิ่งใช้ยิ่งได้” น้อย คาดช่วยรัฐประหยัดงบฯ

วันนี้ (22 มิ.ย.2564) นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยอดลงทะเบียนโครงการ "ยิ่งใช้ยิ่งได้" จนถึงเวลา 17.30 น. มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 310,000 คน คงเหลือสิทธิมากกว่า 3,600,000 สิทธิ ซึ่งนับจากเปิดระบบเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ยอดลงทะเบียนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และเป็นไปได้ว่าผู้ที่อยู่ในระบบฐานภาษีอาจสนใจโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มากกว่า ซึ่งถือเป็นการดี ที่ผู้มีกำลังซื้อสูงต้องการช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ เนื่องจากโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ใช้วงเงินกู้ดำเนินโครงการสูงกว่า

คิดว่าประชาชนอาจอยากช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ เพราะโครงการนี้ใช้เงินกู้เยอะกว่า แต่คลังไม่มีแนวคิดออกมาตรการลดหย่อนภาษีอย่างช้อปช่วยชาติ

ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า หากมีผู้เข้าร่วมโครงการไม่เต็มจำนวนที่ประมาณการไว้ 4 ล้านคน ก็ไม่มีแนวคิดจะออกมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างช้อปช่วยชาติ ตามที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเสนอ และยังไม่พิจารณาการเกลี่ยวงเงินกู้ไปดำเนินโครงการอื่น โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เสนอให้ขยายวงเงินใช้จ่าย จากเดิมคนละ 3,000 บาทเป็น 6,000 บาท

สำหรับการลงทะเบียนโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่ต้องการกระตุ้นให้ผู้มีรายได้สูง ออกมาจับจ่ายใช้สอย วันละไม่เกิน 5,000 บาท แต่หากใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท จะได้รับ E-Voucher คืนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์สูงสุด 7,000 บาท

ปลัดกระทรวงการคลัง ยังกล่าวถึงแผนการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 500,000 ล้านบาทว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ได้ประชุมหารือกับเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อกำหนดกรอบการบริหารและแนวมาตรการ เบื้องต้นจะมุ่งออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวและร้านอาหาร พร้อมย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนแผนการใช้เงินกู้ไปเพิ่มในส่วนของวัคซีนได้ และคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังได้สั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จากเดิมที่ดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และลดค่างวดตามกำลังแล้ว อาจลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0% หรือใกล้เคียง คาดว่าแบงก์รัฐจะรายงานกลับมาภายใน 1-2 สัปดาห์

ส่วนการปรับลดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าแบงก์รัฐสามารถปรับลดเพดานดอกเบี้ยดังกล่าวได้ โดยไม่กระทบฐานะการเงิน แต่อาจต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มเติม