“นกเตน” ยังทำพิษ ส่งผลเหนือ-อีสานยังคงท่วม
แม้พายุโซนร้อนนกเตนจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชั่น และหย่อมความกดอากาศตามลำดับแล้ว แต่ยังคงส่งผลกระทบไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบมากที่สุด ชาวบ้านหลายร้อยหลังคาเรือนต้องถูกตัดกระแสไฟฟ้า และต้องอาศัยอยู่ในบ้านท่ามกลางความมืด
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาชาวบ้านในชุมชนเชตวัน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ กว่า 200 หลังคาเรือน ที่ถูกตัดไฟ เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร ต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก มีเพียงแสงเทียนจุดให้ความสว่าง ห้องน้ำไม่สามารถใช้การได้ และต้องรอรับอาหารและน้ำดื่มจากทางเทศบาลเมืองแพร่เท่านั้น
ชาวบ้านส่วนใหญ่ของชุมชนนี้ระบุว่า แม้ระดับน้ำจะท่วมสูง แต่จะยังไม่ยอมย้ายออกไป เพราะยังเป็นห่วงทรัพย์สิน ส่วนสิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือ ชาวบ้านระบุว่า นอกจากสถานการณ์เฉพาะหน้าในขณะนี้ อยากให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในระยะยาว เพราะถูกน้ำท่วมทุกปี และไม่รู้ว่าจะอพยพไปอยู่ที่ไหน ส่วนแนวทางการแก้ปัญหานั้น อาจเป็นการการสร้างพนังกั้นน้ำ หรือเขื่อน เพราะคิดว่าช่วยแก้ปัญหาได้
ส่วนที่จังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่านต้องช่วยกันเปิดฝาท่อระบายน้ำตามถนนสายต่างๆ เพื่อเร่งระบายน้ำออกหลังจากฝนที่ตกหนักทำให้น้ำจากลำห้วยลี่ที่อยู่เหนือเทศบาลไหลเข้าท่วมในเขตเทศบาลบางจุดสูงกว่า 30 เซนติเมตร ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่วนชาวบ้านต่างก็เร่งนำทรัพย์สินไปไว้ในที่สูงพร้อมเตรียมกระสอบทรายมาปิดกั้น โดยเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังตลอดเวลาเพราะยังมีฝนตกและระดับน้ำเพิ่มต่อเนื่อง
ขณะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ก็ทำให้น้ำในแม่น้ำปายไหลเข้าท่วมนาข้าวของชาวบ้านปางหมูกว่า 500 ไร่ นอกจากนั้นถนนสายเลี่ยงเมือง ยังถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร ทำให้รถไม่สามารถสัญจรผ่านได้
นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ประกาศเตือนประชาชนระวังอันตรายจากน้ำป่าและดินโคล่นถล่ม เพราะในพื้นที่ยังคงมีฝนตกอยู่อย่างต่อเนื่อง
ส่วนสถานการณ์น้ำในจังหวัดลำปาง เมื่อวานนี้ (1 ส.ค.) เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในอำเภอแม่เมาะ ต้องเร่งอพยพชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง 5 หมู่บ้านในตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ ไปพักอาศัยยังแฟลตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ลังน้ำจากอ่างเก็บน้ำท่าสียังคงล้นอ่างและไหลเข้าท่วมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ชาวบ้านในอำเภอแม่ทาและอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ต้องเตรียมรับมือน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน หลังระดับน้ำในแม่น้ำทาสูงเกินระดับวิกฤต และเอ่อท่วมบางพื้นที่แล้ว โดยเฉพาะที่ตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา ก็ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมอย่างฉับพลันทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
ส่วนสถานการณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังน้ำป่าภูลังกาไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในจังหวัดนครพนม ขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีน้ำท่วมขังตามจุดต่างๆ
ส่วนที่จังหวัดสกลนคร เบื้องต้นมีรายงานความเสียหายบ้างแล้ว โดยน้ำได้ไหลเข้าท่วมถนนทางเชื่อมระหว่างอำเภอนาทม กับตำบลท่าแร่ อำเภอกากาศ ขณะที่น้ำในแม่น้ำสงครามได้เอ่อล้นท่วมพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวเสียหายแล้ว 12,000 ไร่ ที่อำเภอศรีสงครามเสียหายแล้ว 25,000ไร่ อำเภอบ้านแพง 16,000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีความเสียหายในพื้นที่การเกษตรที่อำเภอท่าอุเทนและอำเภอเมือง รวมพื้นที่เสียหายเบื้องต้น 48,300 ไร่
ส่วนที่จังหวัดอุดรธานี น้ำป่าจากเทือกเขาคีรีวงกตไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและไร่นาแล้วหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะในเขตอำเภอนายูง อำเภอน้ำโสม ซึ่งถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ล่าสุดจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันแล้ว 146 หมู่บ้าน 57 ตำบล 19อำเภอ พร้อมแจ้งเตือนให้ชาวบ้านที่อาศัยในเขตที่ลาดเชิงเขา อพยพมาอยู่ในที่ปลอดภัย
ส่วนในภาคตะวันออก ที่จังหวัดระยอง มีรายงานว่าได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศนกเตนเช่นเดียวกัน โดยได้พัดถล่มพังบ้านของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอแกลงเสียหายไปกว่า 100 หลังคาเรือน นอกจากนี้ยังทำให้สวนผลไม้ของชาวสวนเสียหายไปกว่า200 ไร่อีกด้วย
ผลกระทบจากนกเตนยังส่งผลไปยังพื้นที่ในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย เช่น ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประกาศเตือนประชาชนอาศัยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันแล้ว หลังน้ำเหนือไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และยังเพิ่มระดับสูงขึ้น ประกอบกับยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกระจายทั่วทุกพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงเช้าวันนี้ (2 ส.ค.)
