ธอส.ปล่อยสินเชื่อบ้านไปแล้ว 49,817 ล้านบาทแค่ 6 เดือนแรกปี 2554
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แถลงเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมถึงผลการดำเนินงานธนาคาร 6 เดือนแรกของปี 2554 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนว่า ธนาคารมีผลกำไรสุทธิจำนวน 4,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.03% โดย 6 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งสิ้น 70,881 บัญชี เป็นเงิน 49,817 ล้านบาท จากเป้าสินเชื่อทั้งปี 99,000 ล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 671,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.21%
มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ไม่รวมหนี้ส่วนขาด จำนวน 48,652 ล้านบาท คิดเป็น 7.45% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลง 0.37% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2553 ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เท่ากับ 7.82%
ขณะที่ทรัพย์สินที่ไม่ ก่อให้เกิดรายได้ (NPA) คงเหลือจำนวน 5,101 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกธนาคารสามารถจำหน่ายทรัพย์ NPA ได้ทั้งสิ้น 1,403 ล้านบาท และในวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2554 ธนาคารจะจัดประมูลขายทรัพย์มือสองครั้งที่ 2/2554 พร้อมกันทั่วประเทศ มีทรัพย์สินกว่า 3,000 รายการ มอบส่วนลดสูงสุด 30% จูงใจด้วย เงื่อนไขผ่อนดาวน์ได้นาน 12 เดือน ดอกเบี้ย 0% ส่วนที่เหลืออีก 90% สามารถขอสินเชื่อได้เต็มจำนวน
นายวรวิทย์กล่าวถึงแผนการดำเนินงานจากนี้ไป ธนาคารยังคงมุ่งสานต่อโครงการสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ สร้างโอกาสให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สำหรับนโยบายด้านเงินฝาก ยังคงเน้นเพิ่มสัดส่วนลูกค้าเงินฝากรายย่อยเพิ่มขึ้น โดยมุ่งรักษาฐานลูกค้าเงินฝากเดิม และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งที่ผ่านมา ธอส.ได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนความคืบหน้าโครงการบ้านหลังแรก 0% 2 ปี วงเงิน 25,000 ล้านบาท หลังจากที่ลูกค้าได้ยื่นกู้เต็มวงเงินไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา สำหรับยอดอนุมัติ ณ วันที่ 24 ก.ค.54 อนุมัติแล้ววงเงิน 11,761 ล้านบาท ในส่วนที่เหลือธนาคารจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลังยังคงมีปัจจัยบวก คือแนวโน้มเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดี ความชัดเจนในการก่อสร้างเส้นทางขนส่งมวลชนสายใหม่ รัฐบาลใหม่มีนโยบายในการสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และการปรับค่าแรงขั้นต่ำ อย่างไรก็ตามในครึ่งหลังยังคงมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ เงินเฟ้อที่มีอัตราเร่งตัวขึ้น ราคาน้ำมัน ค่าแรง และราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น มาตรการเข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย การเมืองในประเทศ ภัยธรรมชาติ และปัจจัยต่างประเทศ เช่น วิกฤตการเงินในกลุ่มประเทศยูโร ความร้อนแรงของเศรษฐกิจและตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศจีน
