" id="news_tpbs_images" title="" src="http://news.thaipbs.or.th/sites/default/files/news07102013/200016-imagejpeg-299034.jpg
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า ถือเป็นปกติ ที่อาจมีบางตำแหน่งที่ ถูกใจและไม่ถูกใจประชาชนตามที่คาดหวัง และอยากจะให้ปรับเปลี่ยน จึงเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีทุกคน ที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ เพราะประชาชนติดตามการทำงาน
ส่วนการจะปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อใดนั้น ต้องดูจังหวะเวลาและความพร้อม และอยากจะให้เวลาเพื่อให้ผลงานออกมาเป็นรูปธรรม แต่บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเหตุการณ์ แต่โดยหลัก อยากทำงานให้มีความต่อเนื่อง ไม่อยากปรับเปลี่ยนบ่อย
ขณะที่มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้มีการวางตัวนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังเสนอให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในปีหน้า (57) ได้ถูกทาบทาบให้ลงมาเล่นการเมือง ดูแลพื้นที่ จ.ปทุมธานี
จากกระแสข่าวดังกล่าว สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง"ความพึงพอใจของประชาชนต่อผลงานรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และข่าวลือการปรับ ครม." โดยผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.9 คิดว่า กระแสข่าวการปรับ ครม. เป็นเรื่องจริง ขณะที่ร้อยละ 39.1 คิดว่าเป็นข่าวลือ
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.6 คิดว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ควรจะปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ ขณะที่ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 70.4 คิดว่าวัตถุประสงค์หลักต่อข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
สำหรับกระทรวงที่กลุ่มตัวอย่างคิดว่า ควรปรับมากที่สุดถ้าหากมีการปรับคณะรัฐมนตรีจริง ได้แก่ อันดับแรกหรือร้อยละ 28.3 ระบุกระทรวงพาณิชย์ อันดับที่ 2 คือ ร้อยละ 22.7 ระบุ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันดับที่ 3 คือร้อยละ 20.4 ระบุ กระทรวงมหาดไทย อันดับที่ 4 คือร้อยละ 17.9 ระบุ กระทรวงการคลัง และอันดับที่ 5 คือร้อยละ 10.7 ระบุ กระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนการกระชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 11 ต.ค.นี้ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ประธานรัฐสภา กำหนดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อให้ความเห็นชอบแก่รัฐบาล ในเรื่องกรอบการเจรจาการค้า ไม่ใช่การพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่าด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศ มาตรา 68 ว่าด้วยการล้มล้างการปกครอง และมาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรค ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
ซึ่งในส่วนของการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว จะเข้าสู่การพิจารณาในสัปดาห์ต่อไปหรือไม่นั้น ต้องรอผลการประชุมร่วมกันของวิปรัฐบาล ในวันนี้ 7 ต.ค.56 เวลา 10.00 น.
