สตง.ปฏิเสธกลั่นแกล้ง "ไทยพีบีเอส" ตรวจสอบตามหน้าที่

การเมือง
14:39
จำนวนผู้ชม 129
Thai PBS
สตง.ปฏิเสธกลั่นแกล้ง "ไทยพีบีเอส" ตรวจสอบตามหน้าที่

วันนี้ (14 ต.ค.2569) นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตอบคำถามสื่อมวลชนระหว่างการแถลงข่าว "ผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)" ระบุว่า กรณีที่เอกสารการตรวจสอบไทยพีบีเอส ถูกเผยแพร่จากสื่อบางสำนัก ไทยพีบีเอสส่งหนังสือมายัง สตง.ให้ตรวจสอบแล้ว ซึ่งจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ ว่าเป็นหนังสือออกจากไหน ออกอย่างไร อย่างไรก็ตาม กรณีข่าวหลุด หากพบว่าสตง.มีใครนำไปทำให้หลุดก็มีโทษวินัย ขณะที่สำนักข่าวที่นำไปเปิดเผย ก็ถือว่าผิดจรรยาบรรณ

สตง.ยืนยันว่า การจะออกรายงานจะต้องยึดถือรายงานที่ออกจากสำนักงาน และจะดำเนินงานเกี่ยวกับุคลากร ความเสียหาย หรือหน่วยงานอื่น ๆ จะต้องเป็นหนังสือลับ ซึ่งใครเป็นผู้เปิดเผยหนังสือลับ จะต้องมีความผิด

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ผลการตรวจสอบ สตง.จะส่งผลให้หน่วยงานที่รับตรวจดำเนินการตามข้อเสนอแนะ ซึ่งจะต้องตกลงร่วมกัน โดยทำแผนการพัฒนาให้เป็นไปตามข้อแนะนำ แต่ไม่มีการดำเนินการทางวินัยและทางความเสียหาย แต่มุ่งเน้นการปรับปรุงร่วมกันให้หน่วยงานนั้นดีขึ้น ซึ่งไทยพีบีเอสเป็นหน่วยงานไม่แสวงหากำไร จึงมุ่งเน้นคุณภาพ ทั้งนี้ การตรวจสอบกรณีที่พนักงานกลุ่มหนึ่งไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

สตง.จะแจ้งให้ดำเนินการความรับผิดทางละเมิดและดำเนินการวินัย จากนี้ไปเมื่อ สตง.แจ้งไปหน่วยงานจะต้องตั้งคณะกรรมการทางละเมิดว่า พนักงานเหล่านั้นกระทำด้วยความจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนเกิดความเสียหายหรือไม่ ซึ่งการจะให้รับความผิดชอบต่อความเสียหายอย่างไรอยู่ที่หน่วยงานนั้น ซึ่งเป็นการแจ้งลักษณะความผิดไปให้หน่วยงานดังกล่าวรับดำเนินการ

ที่ สตง.แจ้งไปทำได้ 2 อย่าง ตามกฎหมายคือให้มีการชดใช้ความเสียหาย หรือให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง และหากหน่วยงานตรวจสอบและพบว่า มีมูลว่าจะทุจริตหรือประพติมิชอบก็จะส่งให้ ป.ป.ช.

ทั้งนี้กรณีการตรวจสอบก่อนหน้านี้ช่วงปี 2561 นั้น อ้างอิงจากระเบียบเดิมของไทยพีบีเอส ดังนั้นจากการตรวจสอบที่ผ่านมาจึงเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย แต่ในการตรวจสอบครั้งนี้ในช่วงปี 2566-2568 ต่อมาเมื่อมี 2567 มีการออกระเบียบใหม่ และให้ผู้บริหารออกอนุบัญญัติว่าจะเบิกจ่ายอย่างไร แต่ยังไม่มีการออกระเบียบ ดังนั้น เมื่อ สตง.ตรวจสอบจึงพบว่าเป็นการเบิกจ่าย ยังไม่มีระเบียบกำหนดในวันที่ออกระเบียบใหม่ ทั้งนี้การตรวจสอบของ สตง.จึงเป็นการตรวจสอบว่า ทำตามระเบียบหรือไม่และได้คุณภาพหรือไม่

สตง.ห่วงเรื่องทำได้คุณภาพหรือไม่ ไม่ได้ห่วงเรื่องราคา ซึ่งเชิญมาแข่งกันในเรื่องราคาได้ หรือประมูลก็ได้ เพื่อให้ได้คุณภาพของคนที่ทำข่าว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเจาะจงอย่างต่อเนื่องแบบนี้ เป็นตัวเลขที่ สตง.คิดว่า การไม่ทำตามระเบียบมีความเสียหาย ซึ่งกรณีการจัดซื้อจัดจ้างรายการราว 15 ล้าน และการจัดจ้างผู้ตอบแทนราว 65 ล้านบาท รวมเป็นเงินเกือบ 85 ล้านบาท

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ทุกหน่วยงานที่เป็นหน่วยรับตรวจของ สตง.เมื่อตรวจแบบ PA นั้น สตง.จะมีหนังสือส่งไป และมีระยะเวลาให้หน่วยรับตรวจทำแผนและส่งกลับมาว่า แผนที่ส่งกลับมาเป็นไปตามนั้นหรือไม่ ขณะที่การตรวจแบบ CA ไปให้หน่วยรับตรวจ โดยจะมีระยะเวลาให้ดำเนินการประมาณ 120 วัน ขยายเวลาไม่เกิน 240 วัน หากไม่ทำตามจะมีความผิดทางปกครอง โดย สตง.จะให้ลงโทษผู้บริหารทางปกครองได้

เรื่องความเสียหายจะต้องตั้งหน่วยงานตรวจสอบความรับผิดทางละเมิด และความผิดทางวินัยก็หน่วยงานก็ไปทำกันเอง ผลเป็นอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น

ขณะที่การตรวจสอบหน่วยงานอื่นมีการตั้งโต๊ะแถลง หรือ ลักษณะแบบนี้ หรือไม่ โดย สตง.กล่าวว่า มีการแถลงมาโดยตลอด เรื่องนี้ไม่ได้ตอบโต้ใครเลย เป็นการแถลงเมื่อมีผลการตรวจสอบ

ขอยืนยันว่า นี่ไม่ใช่การแถลงตอบโต้ระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน แต่เป็นการแถลงผลการตรวจสอบ ซึ่งไทยพีบีเอสก็สามารถดูผลการตรวจสอบ หากเห็นไม่ถูกต้อง ก็โต้แย้งกลับมาได้ และก่อนการออกรายงานก็ให้หน่วยงานชี้แจงหลักฐานก่อนจะออกรายงาน ซึ่งเราก็ฟังว่าสมเหตุสมผลหรือไม่

ขณะที่ กรณีเอกสารหลุดไปยังสื่อต่าง ๆ ต้องไปสอบถามว่า สื่อเหล่านั้นเอาเอกสารมาจากไหน และ เรื่องนี้ไม่ได้ปล่อยผ่าน ซึ่ง สตง.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลนั้น โดย สตง.มีกฎหมายว่า สามารถเปิดเผยระหว่างการตรวจสอบและหลังการตรวจสอบแล้วเสร็จได้ ขณะที่ กรณีเอกสารลับนั้นหากมีการเปิดเผยโดยผู้ที่นำไปเปิดเผยโดยไม่ถูกต้องจะต้องรับผิดชอบ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า การตรวจสอบประสิทธิภาพและผลลัพธ์ขององค์กรไทยพีบีเอสนั้น ผู้ตรวจสอบดำเนินการร่วมกับผู้บริหารของไทยพีบีเอส ซึ่งการตั้งตัวชี้วัดขณะนี้อยู่ระหว่างการระดมความคิดและจัดทำแผนร่วมกัน และแผนการดำเนินงานดังกล่าวจะส่งมายัง สตง. และ สตง.จะติตตามแผนนี้ร่วมกัน

ดังนั้นจะเป็นการตรวจสอบให้มีวินัยการเงินการคลังและสร้างประสิทธิภาพ และกรณีไม่มีความเสียหายจะแนะนำเพื่อให้ดำเนินการให้ถูกต้อง และหากจงใจไม่ปฏิบัติทางตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง สามารถดำเนินการทางวินัยการเงินการคลังได้ และหากจงใจหรือบกพร่อง และเกิดความเสียหายไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง สามารถให้ชดใช้ความเสียหายและดำเนินการทางวินัย

นายสุทธิพงษ์ยังกล่าวว่า กรณี รายงานที่ 3 เป็นการร้องเรียนเฉพาะเจาะจงถึงบุคคล โดยใช้เวลานานถึง 6 เดือน ซึ่งหลักการทั่วไปนั้นระบุว่า ผู้ใดที่มีรถประจำตำแหน่งและมีเงินค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่งไม่สามารถใช้รถส่วนกลาง แต่กฎหมายระเบียบสำนักนายกฯระบุว่า หากมีเหตุผลความจำเป็นสามารถดำเนินการได้ ทุกหน่วยงานของรัฐใช้ระเบียบนี้ และหน่วยงานที่ไม่สังกัดหน่วยงานรัฐก็จะต้องมาออกระเบียบภายใน

มีการตั้งคำถามว่าที่การตรวจสอบนี้สอดคล้องกับการจะเสนอแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ซึ่งรายงาน ที่ออกมาเป็นผลการตรวจสอบเฉพาะบุคคล ไม่เคยตีองค์กรไทยพีบีเอสว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรในภาพรวม แต่ตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียน ซึ่งใช้เวลาในการตรวจสอบตั้งแต่เดือน ม.ค.จนมีผลในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการทำงานตามหน้าที่ไม่มีผลกระทบต่อองค์กร

ทั้งนี้ สตง.บูรณาการ การทำงานว่า ทำงานตามผลสัมฤทธิ์หรือไม่ ปฏิบัติตามระเบียบหรือไม่ ซึ่งกระบวนการมาเสร็จในช่วงปลายปีเพราะมีการตรวจงานเรื่องอื่นด้วย โดน สตง.จะตรวจตามนโยบายที่กำหนด และตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ดังนั้นการนำผลที่ตรวจไปบลัฟองค์กรอื่นจะไม่เกิดขึ้น

เอกสารที่หลุดไปยังไม่เห็น เอกสารที่จะหลุดไปจะมีการตรวจสอบว่าหลุดอย่างไร ซึ่งอยากให้ดูที่เนื้อหาว่าผลกระทบและจะสร้างผลสัมฤทธิ์ต่อหน่วยงานได้อย่างไร ซึ่งผู้ที่ทำผิดพลาดจะต้องถูกตรวจสอบกรณีเอกสารหลุด

นายสุทธิพงษ์ยังกล่าวว่า การแถลงข่าวในช่วงนี้เป็นทำงานตามปกติ

ผลการตรวจสอบนี่หากนะไปสู่การยุบองค์กร นั้นสิจึงจะเป็นประเด็น แต่นี่เป็นการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐเรื่องการจัดหาเป็นไปตามระเบียบพัสดุหรือไม่ เรื่องเจ้าหน้าที่รัฐเบิกจ่ายเงินเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ และเจ้าหน้าที่รัฐใช้ทรัพย์สินของรัฐถูกต้องหรือไม่ซึ่งเรื่องที่ สตง.สอบมีเรื่องเพียงเท่านี้ส่วนเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณของสื่อเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ขณะที่ นายสุทธิพงษ์ ยังตอบคำถามกรณี สตง.แถลงการตรวจสอบ สตง.ถล่มว่า มีการดำเนินการหรือไม่ ซึ่งระบุว่า การแถลงข่าวมีการดำเนินการต่อเนื่อง รวมถึงกรณีการตรจสอบอื่นๆมีการแถลงทั้งในส่วนกลางและส่วนภาคด้วย

ขณะที่กรณีตึกถล่ม ซึ่งในปี 2568 ได้ดำเนินการต่อเนื่องและสอบภายใน 90 วัน และชี้มูลผู้กระทำความผิดทั้ง สตง.และผู้รับจ้าง และคดีอยู่ในศาลฯ และ ป.ป.ช.รวบรวมพยานหลักฐานตามที่มีผู้ร้องเรียนแล้ว และแจ้งบอกเลิกสัญญาเอกชนแล้ว และอยู่ระหว่างการฟ้องทางละเมิดและดำเนินการทางปกครอง

ถ้าเราโกรธแค้นใครออกข่าวเรา ไม่มีช่องไหนไม่ออกข่าว สตง. ซึ่งเราฟ้องผู้ให้ข่าวบิดเบือน แต่ฟ้องร้องแบบเงียบ ๆ ทั้งบุคคลและนิติบุคคล หากบอกว่าเราทำงานเพื่อแก้ไข พวกพี่ต้องตรวจสอบผมแล้ว เรื่องนี้ไม่มีใครทำหลังกล้องได้ และไม่เป็นเครื่องมือใคร

นายสุทธิพงษ์ยังกล่าวว่า “อยากให้โฟกัส ผลการตรวจสอบว่า ตรวจสอบตามปกติไม่มีอคติต่อหน่วยรับตรวจ หรือตรวจเรื่องนี้เพราะอยากให้มีผลต่อการปรับแก้กฎหมาย ไม่เกี่ยวกัน”

อ่านข่าว

สตง.แจง "กรณีตึกถล่ม" ขออย่าโยงกับกรณี "ตรวจสอบไทยพีบีเอส"

ชมสด Thai PBS แถลงชี้แจงกรณีการตรวจสอบของ สตง.

สตง.ชี้ตรวจสอบ "ไทยพีบีเอส" ตามขั้นตอนรับร้องเรียน "ความคุ้มค่า-จัดซื้อจัดจ้าง-ใช้รถหลวง"