ศุลกากรอายัดตู้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม 14 ตู้ พื้นที่ ระยอง-ปราจีนฯ

อาชญากรรม
18:53
จำนวนผู้ชม 47
Thai PBS
ศุลกากรอายัดตู้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม 14 ตู้ พื้นที่ ระยอง-ปราจีนฯ

วันนี้ (14 ต.ค.2569) นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ชี้แจงข้อเท็จจริงและผลการดำเนินงานเชิงรุกของกรมศุลกากร การเข้าตรวจสอบโรงงานลักลอบกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ จ.ระยอง และ จ.ปราจีนบุรี โดยยืนยันว่ากรมศุลกากร บูรณาการร่วมกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงใช้หลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) มาใช้คัดกรองอย่างเข้มงวด พร้อมเดินหน้าสกัดกั้นและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

นายภาณุ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่พบในพื้นที่ จ.ระยอง และ จ.ปราจีนบุรี ผ่านท่าเรือแหลมฉบัง โดยสำแดงสินค้าเป็นเศษเหล็ก (MIXED METAL) พิกัดศุลกากร 7204.49.00

ทางกรมศุลกากร เร่งขยายผลจากข้อมูลบริษัทผู้นำเข้า และสั่งการให้อายัดตู้สินค้าต้องสงสัยเพิ่มเติมทันที รวม 14 ตู้ น้ำหนักรวม 323.307 ตัน แบ่งเป็นการขยายผลจากกรณี จ.ระยอง 9 ตู้ น้ำหนัก 223.600 ตัน และจากกรณี จ.ปราจีนบุรี 5 ตู้ น้ำหนัก 99.707 ตัน เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายภาณุ กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นข้อกังวลกรณีตู้สินค้าตามการข่าวจากเครือข่าย Basel Action Network (BAN) จำนวน 720 ตู้ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ยืนยันว่า ไม่มีการลักลอบนำตู้สินค้าที่อายัดไว้ออกจากท่าเรือแหลมฉบังแต่อย่างใด ทุกตู้ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมศุลกากรอย่างใกล้ชิด

โดยแบ่งเป็นตู้ที่ไม่ได้เข้าประเทศไทย 440 ตู้, ตู้ที่ตรวจสอบแล้วไม่พบของเสียอันตราย 187 ตู้ และตู้ที่ตรวจพบความผิดเข้าข่ายของเสียอันตราย 89 ตู้ ผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักรแล้ว 75 ตู้, อยู่ระหว่างดำเนินคดี 14 ตู้ และอยู่ระหว่างอายัด 4 ตู้ ปัจจุบันจึงคงเหลือตู้สินค้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการรวมทั้งสิ้น 18 ตู้ ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้ภายในท่าเรือแหลมฉบัง

ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2569 สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ตรวจสอบจับกุมสินค้าประเภทของเสียอันตรายรวม 209 ตู้ น้ำหนัก 4.6 ล้านกิโลกรัม และผลักดันกลับแล้ว 134 ตู้ น้ำหนัก 2.9 ล้านกิโลกรัม

ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ยอมรับว่า สถิติการนำเข้าเศษโลหะ (เศษเหล็ก เศษทองแดง และเศษอะลูมิเนียม) ในช่วงปีงบประมาณ 2567-2569 มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรวม 3 ปี สูงถึง 391,393 TEU (น้ำหนักกว่า 7.83 ล้านตัน มูลค่ากว่า 213,094 ล้านบาท) ด้วยข้อจำกัดของสินค้าที่มีความหนาแน่นสูง ทำให้เครื่องเอกซเรย์มีข้อจำกัดในการจำแนกสิ่งปะปน ประกอบกับการเปิดตรวจทางกายภาพ ทุกตู้ต้องใช้ทรัพยากรและเครื่องจักรหนักจำนวนมาก กรมศุลกากร จึงนำหลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) มาใช้คัดกรองอย่างเข้มงวด มุ่งเน้นตรวจสอบตู้สินค้าเสี่ยงสูง ควบคู่กับการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากร มีผลการจับกุมสินค้าประเภทของเสียอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งสิ้น 10.29 ล้านกิโลกรัม และผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักรแล้ว 5.29 ล้านกิโลกรัม

พร้อมกันนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมหารือกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยกรมศุลกากรเสนอแนวทางป้องกันระยะยาว ได้แก่ การเสนอให้ห้ามนำเข้าเศษโลหะ เหมือนกับการห้ามนำเข้าเศษพลาสติก หรือกำหนดให้การนำเข้าต้องมีใบรับรองจากประเทศต้นทาง ว่าไม่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปน และในอนาคตอาจพิจารณาบูรณาการตรวจสอบที่โรงงานแทน การตรวจที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องสิ่งแวดล้อมของประเทศ

อ่านข่าว :

ศาลนัดสืบ "คดีหนุ่มออสซี่" จำนนหลักฐาน ซ่อนเร้นร่างสาว 17 ทิ้งข้างรางรถไฟ

ปปง. เผย 7 คดีสำคัญ ยึด-อายัดทรัพย์สินกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท

กรมป่าไม้ เร่งตรวจสอบอุบัติเหตุกิจกรรมโรยตัว ป่านันทนาการดงรอยเท้าอาร์โคซอร์