รัฐสภาถกแก้รธน.ประเด็นที่มาส.ว.ต่อ

การเมือง
07:07
จำนวนผู้ชม 290
Thai PBS
รัฐสภาถกแก้รธน.ประเด็นที่มาส.ว.ต่อ

การประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องที่มาของส.ว. นับเป็นวันที่ 6 ของการอภิปรายและลงมติในวาระที่ 2 และแม้สาระสำคัญของการพิจารณาวันนี้ จะอยู่ที่มาตรา 5 กรณีข้อบัญญัติของคุณสมบัติผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง แต่ก่อนเข้าสู่การอภิปรายกลับเกิดเหตุถกเถียงกันถึงข้อบังคับการประชุมในการใช้สิทธิ์ของส.ส.และส.ว.บางส่วน

ก่อนเข้าสู่การลงมติในวาระที่ 2 ของมาตรา 4 กรณีการยกเลิกกระบวนการสรรหาส.ว. ตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องที่มาของส.ว.จากการเลือกตั้ง 200 คน ที่ประชุมรัฐสภาเกิดเหตุถกเถียงกันถึงข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เนื่องจากมีผู้ขออภิปรายแสดงความเห็นในมาตรานี้

แต่ประธานในที่ประชุมหรือ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กลับระบุว่า ส.ส.และส.ว.บางส่วน รวม 5 คน ไม่สามารถอภิปรายมาตรา 4 ได้ เนื่องจากเนื้อหาอยู่ที่การยกเลิกส.ว.สรรหา หากจะอภิปรายถือเป็นขัดหลักการของร่างกฎหมาย เพราะรัฐสภาเห็นชอบให้ส.ว.สรรหาไม่มีอีกต่อไปแล้ว และเห็นชอบที่จะให้มีส.ว.จากการเลือกตั้งทั้งหมด

โดยส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หลายคนลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนให้สมาชิกได้ใช้สิทธิ์อภิปราย โดยเฉพาะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ระบุว่า ผู้ขอใช้สิทธิ์อภิปรายต่างมีข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมาย ซึ่งถือเป็นบทบาทและหน้าที่ ที่ควรจะได้รับสิทธิ์อภิปราย ขณะที่นายธนา ชีรวินิจ เห็นว่า กรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย อาจไม่ได้พิจารณาข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับส.ว.สรรหา จึงควรรับฟังความเห็นของสมาชิก

สำหรับมาตรา 5 ซึ่งมีข้อบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของ ส.ว. ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง นับเป็นสาระสำคัญของร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบันนี้ ที่คาดว่าจะใช้เวลาอภิปรายนานหลายวัน เนื่องจากมีผู้ขออภิปราย รวม 102 คน โดยการประชุมรัฐสภาวันนี้กำหนดให้เสร็จสิ้นและพักการประชุมในเวลา 22.00 น.ซึ่งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล วางกรอบเวลาที่จะพิจารณาต่อในวันที่ 2 ถึง 4 กันยายนต่อไป

การประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องที่มาของส.ว.วันนี้ นับเป็นวันที่ 6 ของการอภิปรายลงมติในวาระที่ 2 และการประชุมวันนี้ ถือเป็นพิจารณาต่อเนื่องจากวันที่ 28 สิงหาคม ที่ได้มีการลงมติผ่านมาตรา 3 ที่บัญญัติที่มาของ ส.ว. จำนวน 200 คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ด้วยคะแนนเสียง 344 ต่อ 140 เสียง