ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
“กล้องฯ เจมส์ เว็บบ์” พบ “ดาวเคราะห์” ที่ไม่ได้โคจรรอบ “ดาวฤกษ์”
อวกาศ

“กล้องฯ เจมส์ เว็บบ์” พบ “ดาวเคราะห์” ที่ไม่ได้โคจรรอบ “ดาวฤกษ์”

จิราภพ ทวีสูงส่ง12 ก.ย. 674 นาที12 ก.ย. 67

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ หรือ James Webb Space Telescope (JWST) ได้ถ่ายภาพ “ดาวเคราะห์ล่องลอยอิสระ” จำนวน 6 ดวงที่กำลังโคจรอยู่อย่างโดดเดี่ยวในแถบเมฆโมเลกุลเพอร์เซอุส

ขนาดตัวอักษร

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ หรือ James Webb Space Telescope (JWST) ได้ถ่ายภาพ “ดาวเคราะห์ล่องลอยอิสระ” จำนวน 6 ดวงที่กำลังโคจรอยู่อย่างโดดเดี่ยวในแถบเมฆโมเลกุลเพอร์เซอุส และยังพบว่ามีหนึ่งดวงที่กำลังถูกล้อมรอบด้วยจานแก๊สและฝุ่นที่กำลังก่อตัวเป็นดวงจันทร์หรือบางทีอาจกลายเป็น “ดาวเคราะห์ขนาดเล็ก” เพิ่มขึ้นอีกดวงก็ได้

แถบเมฆโมเลกุลเพอร์เซอุส เนบิวลาประเภทสะท้อนแสงที่มีกระจุกดาวเปิดอยู่ภายใน เรียกว่า NGC1333 เป็นบริเวณที่กล้องเจมส์ เว็บบ์ ค้นพบ “ดาวเคราะห์ล่องลอยอิสระ” ในครั้งนี้

NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ให้ความรู้ว่า “ดาวเคราะห์ล่องลอยอิสระ” หรือ free-floating planets เป็นประเภทของดาวเคราะห์ที่ไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงใด มีมวลระหว่าง 5 ถึง 10 เท่าของมวลดาวพฤหัสบดี นักดาราศาสตร์คาดว่าดาวเคราะห์ประเภทนี้มีการก่อตัวขึ้นจากกลุ่มแก๊สและฝุ่นระหว่างดวงดาวเฉกเช่นดาวฤกษ์ แต่อาจมีมวลไม่มากพอที่จะก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ได้

ในปี ค.ศ. 2023 กล้องฯ เจมส์ เว็บบ์ ได้ค้นพบดาวเคราะห์ลักษณะนี้มาก่อนแล้วเป็น “ดาวเคราะห์ล่องลอยอิสระ” ที่อยู่กันเป็นคู่ประมาณ 40 คู่ ในเนบิวลานายพราน แต่การค้นพบล่าสุดจากแถบเมฆโมเลกุลเพอร์เซอุส ช่วยให้นักดาราศาสตร์ทำความเข้าใจวัตถุประเภทนี้ได้มากขึ้น

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเรามีการกำเนิดแบบ bottom-up หมายความว่าดาวเคราะห์จะค่อย ๆ ก่อตัวจากแก๊สและฝุ่นที่หลงเหลือจากการเกิดดวงอาทิตย์ที่ได้มาจากการยุบตัวของเนบิวลา แต่ดาวเคราะห์ที่ล่องลอยอิสระเช่นนี้มีลักษณะการเกิดแบบ top-down หรือจากการยุบตัวลงของแก๊สและฝุ่นที่อยู่ในเนบิวลาโดยตรงเหมือนกับการเกิดดาวฤกษ์

แก๊สและฝุ่นในเนบิวลาจะค่อย ๆ ยุบตัวลง กลายเป็นก้อนแก๊สร้อนขนาดใหญ่ที่มีอุณหภูมิสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันหลอมรวมไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมจนเกิดพลังงานมหาศาลออกมา เรียกวัตถุประเภทนี้ว่า “ดาวฤกษ์” ซึ่งดาวฤกษ์จะมีมวลขั้นต่ำประมาณ 93 เท่าของมวลดาวพฤหัสบดี หรืออย่างน้อยประมาณ 9% ของมวลดวงอาทิตย์ขึ้นไป หากมีมวลไม่ถึงเกณฑ์นี้ ก็จะไม่สามารถก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ได้สำเร็จ

สำหรับวัตถุที่ก่อตัวไปจนเกือบถึงเกณฑ์ข้างต้น แม้จะไม่สามารถก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ได้สำเร็จ แต่มวลก็ยังมากเกินไปที่จะถูกเรียกว่าเป็นดาวเคราะห์ได้ ที่สำคัญยังสามารถเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันของดิวทีเรียมในระยะเวลาหนึ่งได้อีกด้วย เรียกดาวลักษณะนี้ว่า “ดาวแคระน้ำตาล” หรือ Brown dwarfs อย่างไรก็ตามหากว่าดาวแคระน้ำตาลนั้นมีมวลน้อยกว่า 13 เท่าของมวลดาวพฤหัสบดี ก็จะไม่สามารถสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันของดิวทีเรียมได้ และอาจจะกลายเป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ทั่ว ๆ ไป

A James Webb Space Telescope image of a region the Perseus Molecular Cloud called NGC 1333, where six rogue planets have been discovered. ภาพจาก ESA, Webb, NASA & CSA,A. Scholz,K. Muzic,A. Langeveld,R. Jayawardhana

Adam Langeveld นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins หัวหน้าทีมการค้นพบครั้งนี้กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้แน่ชัดสำหรับขอบเขตของกระบวนการก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ เพราะจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า วัตถุที่มีลักษณะเหมือนกับดาวพฤหัสบดีอายุน้อย อนาคตอาจจะกลายเป็นดาวฤกษ์ต่อไปภายใต้สภาวะที่เหมาะสมก็เป็นได้ สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากต่อการศึกษา

เรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ “ดาวเคราะห์ล่องลอยอิสระ” ทั้ง 6 ดวงนี้ มี 1 ดวงที่มีมวลน้อยที่สุด และพบว่ามีสิ่งที่ดูเหมือนจานแก๊สและฝุ่น (protoplanetary disk) หมุนวนอยู่รอบ ๆ ด้วย ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปสสารรอบ ๆ ดาวเคราะห์อาจค่อย ๆ รวมตัวกันและให้กำเนิดดาวบริวารขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่าตัวมันเองอาจกลายเป็นดาวแม่ที่มีบริวารโคจรอยู่โดยรอบ แต่จะใช่หรือไม่คงต้องหาข้อสรุปกันต่อไป

นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังค้นพบดาวแคระน้ำตาลที่มีดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบ ๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นการค้นพบที่ยากมาก ๆ สำหรับดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเองเช่นนี้ และกระบวนการเกิดของมันอาจคล้ายกับการเกิดระบบดาวคู่ แต่ว่าไม่สามารถพัฒนาต่อจนกระทั่งกลายเป็นดาวฤกษ์ได้ นักดาราศาสตร์จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแบบจำลองการเกิดดาวฤกษ์และดาวเคราะห์กันต่อไปเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด

ท้ายที่สุดนี้ทีมวิจัยก็ยังคงต้องใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ศึกษา “ดาวเคราะห์ล่องลอยอิสระ” ทั้ง 6 ดวงนี้กันต่อไป เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของชั้นบรรยากาศ และองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อหาข้อสรุปและข้อเปรียบเทียบให้แน่ชัดว่า ระหว่างดาวแคระน้ำตาลกับดาวฤกษ์ปกติมันมีกระบวนการที่เกิดแตกต่างกันอย่างไรกันแน่

อนึ่ง งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ The Astronomical Journal เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2024


🎧 อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : space, อดิศักดิ์ สุขวิสุทธิ์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech 

บทความที่เกี่ยวข้อง

เหตุใดคนหันมานิยมสวมใส่สมาร์ตแบนด์ที่ไม่มีหน้าจอกันมากขึ้นเทคโนโลยี

เหตุใดคนหันมานิยมสวมใส่สมาร์ตแบนด์ที่ไม่มีหน้าจอกันมากขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา กระแสของสมาร์ตแบนด์ (smartband) ที่ไม่มีหน้าจอได้รับความนิยมมากขึ้น แม้กระทั่งแบรนด์ระดับโลกอย่าง Google และ Garmin ยังหันวงมาร่วมลงทุนและทำการตลาดอุปกรณ์ประเภทนี้ นำมาสู่คำถามถึงสมาร์ตแบนด์ว่าเหตุใดจึงกลายเป็นกระแสไม่แพ้นาฬิกาอัจฉริยะ

05 ก.ย. 69|6 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
ผลักดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! “ยศชนัน” ชี้ไทยทะยานสู่ Global Space Supply Chainอวกาศ

ผลักดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! “ยศชนัน” ชี้ไทยทะยานสู่ Global Space Supply Chain

อว.-GISTDA ดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ชี้อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ โชว์ THEOS-3 ทะลุเป้า Local Content ทะยานสู่ Global Space Supply Chain โดยจะมีความน่าสนใจอย่างไร ตามมาอ่านกันได้เลย

04 ก.ย. 69|20 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
นักวิทย์รู้ได้ไง? ว่า “ไดโนเสาร์” มีหน้าตาเป็นแบบไหนวิทยาศาสตร์

นักวิทย์รู้ได้ไง? ว่า “ไดโนเสาร์” มีหน้าตาเป็นแบบไหน

เคยสงสัยไหม? ในเมื่อสิ่งที่พบเจอมีเพียงเพียงกระดูกไดโนเสาร์ซึ่งกลายเป็นฟอสซิล แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารูปร่างหน้าตาภายนอกของไดโนเสาร์เป็นอย่างไร Thai PBS Sci & Tech พาไปหาคำตอบ

04 ก.ย. 69|22 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
    “กล้องฯ เจมส์ เว็บบ์” พบ “ดาวเคราะห์” ที่ไม่ได้โคจรรอบ “ดาวฤกษ์” | Thai PBS Sci & Tech