วิเคราะห์ : ปัญหาปากท้อง บีบกัมพูชาหยุดยิง?
วันนี้ (30 ก.ค. 68) ถือเป็นวันที่ 2 แล้ว ที่ไทยกับกัมพูชาตกลงหยุดยิง ซึ่งก็มีการละเมิดหยุดยิงอยู่เรื่อย ๆ ท่ามกลางการจับตาถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะกระทบกับการบังคับใช้ข้อตกลง และอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ทั้ง 2 ประเทศตกลงหยุดยิงกันได้
การปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนของทางการไทย เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. มาจนถึงการสั่งปิดพรมแดนหลังทหารไทยบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด 2 ครั้ง ถือเป็นมาตรการแข็งกร้าวที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจกัมพูชา
ข้อมูลจากกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชาชี้ว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งสถานการณ์ชายแดนยังไม่ตึงเครียด ไทยส่งออกสินค้าไปยังกัมพูชามากกว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าการนำเข้า 3 เท่า โดยตัวเลขเหล่านี้เป็นมูลค่าการค้าริมพรมแดนเป็นหลัก ซึ่งชาวกัมพูชาต้องซื้อของแพงขึ้น เพราะไทยส่งสินค้าไปขายน้อยลง
อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำเงินให้กับกัมพูชาปีละกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่บรรยากาศความตึงเครียดตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ค. ต่อเนื่องจนถึงเวลานี้ ทำให้ธุรกิจนี้ขาดรายได้ก้อนโต ประกอบกับความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาลกัมพูชาหลังถูกวิจารณ์ว่าเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก ทำให้รัฐบาลปราบปรามขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้อย่างหนัก
ปัจจัยทางเศรษฐกิจข้างต้น ซ้อนทับกับความกังวลเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาขู่ว่า จะไม่เจรจาการค้าต่อ ถ้าไทยกับกัมพูชายังไม่หยุดยิง ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเจออัตราภาษีอยู่ที่ 36% จะเริ่มในวันศุกร์ที่ 1 ส.ค. นี้แล้ว ถ้าเลยกำหนดเส้นตาย อะไรจะเกิดขึ้นตามมาบ้าง




























































