ปตท. เตรียมผลิตก๊าซเพิ่ม รับผลกระทบอิหร่าน - อิสราเอล
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยได้เร่งวางแผนรับมืออย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในมิติของ "ความมั่นคงทางพลังงาน" และเศรษฐกิจ
ล่าสุด ปตท.สผ. ประกาศแผนฉุกเฉินเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยสู่ระดับสูงสุดเพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชน ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยืนยันสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับสากลและอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้
ปตท.สผ. อพยพพนักงานพื้นที่เสี่ยง พร้อมดันยอดผลิตก๊าซอ่าวไทยสู้ศึกพลังงาน
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามคำแนะนำของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศในภาวะวิกฤต
- ความปลอดภัยพนักงาน: ดำเนินการอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยเรียบร้อยแล้วภายใต้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)
- ฐานการผลิตต่างประเทศ: พื้นที่สำรวจในยูเออี (UAE) และโอมาน ยังคงดำเนินการผลิตตามปกติภายใต้การเฝ้าระวัง
- มาตรการในประเทศ: เตรียมเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในระดับสูงสุด และปรับแผนซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซ เพื่อลดผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม
"บริษัทได้เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายกระทรวงพลังงาน โดยจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในระดับสูงสุด เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ"
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยยังปกติ ปลัดคมนาคมเคลียร์ผู้โดยสารตกค้างเกลี้ยง
ภาคการเงินและการขนส่ง นายอัสสเดช คงสิริ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น
- สภาวะตลาดหุ้น: ดัชนีเมื่อเช้าวันนี้ยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดต่างประเทศ ถือว่าอยู่ในสภาวะที่ไม่น่าตกใจ และยังไม่มีปัจจัยลบที่ผิดปกติ
- การขนส่งทางอากาศ: ปลัดกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าได้บริหารจัดการผู้โดยสารชาวต่างชาติที่ตกค้างในสนามบินเกือบทั้งหมดแล้ว
- มาตรการวอร์รูม: ท่าอากาศยานไทย (AOT) และสำนักงานการบินพลเรือนฯ ตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์การบินทุกมิติเพื่อดูแลผู้โดยสารอย่างใกล้ชิด
"จากการประเมินสถานการณ์ตลาดหุ้นเมื่อเช้าวันนี้ ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดต่างประเทศทั้งหมด ถือว่าอยู่ในสภาวะที่ไม่น่าตกใจ"
สรุปแนวทางรับมือของไทยในทุกมิติ
การประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าไทยมีทรัพยากรพลังงานสำรองเพียงพอ และระบบเศรษฐกิจยังมีความยืดหยุ่นสูงต่อสถานการณ์ความไม่สงบในต่างแดน โดยมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อปรับเปลี่ยนแผนงานตามสถานการณ์จริง




























































