สงครามเย็นร่วมสมัย ? วัดพลัง AI สหรัฐฯ - จีน
ก่อนหน้านี้ บทความยาว 3,800 คำของ “ดาริโอ อาโมเดอี” ซีอีโอ Anthropic ที่ส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงจากการพัฒนา AI ที่อาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นภัยพิบัติต่อมนุษยชาติ เรียกร้องการกำกับดูแลในประเทศ และจำกัดการส่งออกต่อจีน
ในบทความชิ้นนี้ อาโมเดอี แสดงความกังวลถึงสิ่งที่เขาใช้คำว่า "โมเดลจากประเทศเผด็จการ" และเกรงว่าหากสหรัฐฯ ชะลอการพัฒนา AI จริง ก็จะถูกจีนแซงหน้า
ขณะที่สื่อทางการจีนเรียกข้อเรียกร้องของอาโมเดอีว่าเป็น "คู่มือสงครามเย็น" ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัดการพัฒนา AI ของจีนและรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
ในการแข่งขันด้าน AI
ผู้เชี่ยวชาญจากโลกตะวันตก มักประเมินว่า สหรัฐฯ นำหน้าจีนอยู่ประมาณ 6 เดือน เมื่อพิจารณาจากโมเดลชั้นนำของแต่ละประเทศ
แต่ในระยะหลัง ช่องว่างนี้แคบลง หลังจาก ChatGPT เปิดตัวครั้งแรกในปี 2022 สหรัฐฯ ยังคงได้เปรียบทั้งด้านความสามารถของโมเดลที่ก้าวหน้าที่สุด และ ชิปขั้นสูงที่จำเป็นสำหรับการฝึกโมเดลเหล่านี้ นับตั้งแต่นั้น ความสามารถของโมเดลแนวหน้าของสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จีนตามหลังอยู่หลายปี
แต่บริษัทเทคในจีนก็แสดงให้เห็นว่าสามารถผลิตโมเดล AI ที่มีความสามารถสูงได้ แม้จะเผชิญข้อจำกัดของสหรัฐฯ ในการเข้าถึงชิปขั้นสูง ต้องยอมรับว่า ความสามารถของ AI สหรัฐฯ จะยังเหนือกว่าของจีนอยู่ในระยะนี้แต่ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของโมเดลจีนมาพร้อมกับการถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่แพ้สหรัฐฯ เลย
ข้อมูลจาก OpenRouter ชี้ว่า แล็บ AI ชั้นนำในประเทศอย่างสิงคโปร์ เยอรมนี และแม้แต่ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะใช้โมเดลจีนมากกว่าโมเดลอเมริกัน
ถ้าเราย้อนกลับไป เดือนกรกฎาคม เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ พยายามสั่งแบนโมเดลแบบ Open-weight ของจีน ปรากฏว่าบริษัทสตาร์ตอัปในสหรัฐฯ หลายร้อยแห่ง รวมถึงผู้นำเทคอย่างเจนเซน หวง ของ Nvidia กลับออกมาสนับสนุนโมเดลจีน ด้วยเหตุผลของต้นทุนที่ถูกกว่ามาก มีข้อจำกัดน้อยกว่า ใช้งานได้หลากหลายมากกว่า และถูกใช้งานอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว
คำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้คือ จีนมีจุดยืนต่อการพัฒนา AI ที่แตกต่างออกไป กระทรวงการต่างประเทศจีน อ้างว่า การพัฒนาตั้งอยู่บนแนวทางที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และมีเจตนาดี
บริษัทอย่าง DeepSeek เปิดให้โมเดลที่ทรงพลังที่สุดของบริษัทเป็น Open Source หมายความว่า ทุกคนสามารถนำระบบเหล่านี้ไปใช้ได้ฟรี และปรับเปลี่ยนได้ตามที่เห็นสมควร
แนวคิดคือเทคโนโลยีจะพัฒนาได้เร็วขึ้น เมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงโค้ดของมันนำไปตรวจสอบ นำไปใช้ และพัฒนาต่อยอดได้อย่างเสรี ทำให้บริษัทจีนสามารถรวบรวมทรัพยากรของประชาชน และนักพัฒนาทั่วโลกเข้าด้วยกัน และเร่งการพัฒนาได้
เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทาง laissez faire ของสหรัฐฯ ที่ปล่อยให้ภาคธุรกิจดำเนินการอย่างเสรี และมีผู้นำที่ปฏิเสธถึงการกำกับดูแล
ขณะที่บริษัท AI ชั้นนำส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ยังเน้นโมเดลแบบปิดเป็นหลัก ด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการนำไปใช้ในทางที่ผิด แน่นอนว่าการสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงก็มีส่วนช่วยในการชะลอการพัฒนาของโมเดลจีนในระดับหนึ่ง แต่ช่องว่างที่สหรัฐฯ เคยทิ้งห่างไป ในตอนนี้ก็ค่อยๆ แคบลงมาเรื่อย ๆ แล้ว




























































