ครอบครัวไรเดอร์คาใจ คู่กรณีห่วงรถกว่าชีวิตคน
คืนสุดท้ายของพิธีสวดพระอภิธรรม เต็มไปด้วยความเงียบเหงาและโศกเศร้า เพื่อนพนักงานไรเดอร์จำนวนมากเดินทางมาเพื่อร่วมแสดงความอาลัยแก่เพื่อนร่วมอาชีพที่ต้องจากไปในขณะปฏิบัติหน้าที่
การเสียชีวิตของเสาหลักไม่เพียงแต่สร้างความเสียใจ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของครอบครัว ภรรยาผู้เสียชีวิตระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการ ประสานงานหรือคำขอโทษโดยตรงจากนักศึกษาคู่กรณี
จะมีเพียงครอบครัวของคู่กรณีที่มาร่วมงานเพียงครั้งเดียว ซึ่งเธอมองว่าเป็นการ แสดงความรับผิดชอบ ที่ไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับการสูญเสียที่ ไม่มีวันเรียกกลับคืนมาได้
ด้านแม่ของผู้เสียชีวิต เปิดใจว่า อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ถึงผลกระทบจากความ ประมาทที่ไม่ได้ส่งผลต่อ บุคคลเดียว แต่ทำลายทั้งครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง โดยช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ ( 2 พ.ค. 69) เวลา 16.00 น. ครอบครัวจะมีพิธีฌาปนกิจ เพื่อส่งดวงวิญญาณเป็นครั้งสุดท้าย
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือทัศนคติของกลุ่มเพื่อนผู้ก่อเหตุในคืนเกิดเหตุ ซึ่งมีคลิปบันทึกเสียงการโต้เถียงที่ระบุว่า "รถหนูก็พัง จะโวยวายทำไม" คำพูดนี้ได้กลายเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงจิตสำนึกและการลำดับความสำคัญระหว่างชีวิตมนุษย์กับวัตถุ
ส่วนประเด็นด้านคดีความ โดยเฉพาะการตรวจสอบความเร็วและกล้องหน้ารถ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แม้ในเบื้องต้นผู้ขับขี่จะให้การปฏิเสธว่าไม่มีกล้องติดตั้งอยู่ แต่ทางพนักงานสอบสวนยังคงต้องรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต


























































