แพะตรวจรถทิพย์ เหตุบัสนักเรียนไฟไหม้
โศกนาฏกรรมรถบัสทัศนศึกษาไฟไหม้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่คร่าชีวิตนักเรียนและครูไปถึง 23 ราย อาจถูกมองว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุอันเลวร้าย แต่เบื้องหลังความสูญเสียครั้งนี้ถูกเปิดโปงว่าเกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน ตรวจรถทิพย์ แลกกับเงินใต้โต๊ะเพียง 1,500 บาท
รายการ คุยกับแพะ พาติดตามชีวิตและบาดแผลในใจของครอบครัวผู้สูญเสีย ตลอดจนเด็กนักเรียนที่รอดชีวิตแต่อาการสาหัส ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา และต้องใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำที่เจ็บปวด พวกเขาคือ "แพะ" ผู้บริสุทธิ์ที่ต้องมารับบาปจากความมักง่ายและเห็นแก่ตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมเจาะลึกบทสรุปจากการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ที่ตอกย้ำให้สังคมได้เห็นว่า... เงินทุจริตเพียงหลักพัน ได้ทำลายชีวิตคนไปมากมายเพียงใด
เหตุสลด ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา 1 ตุลาคม 2567
วันที่ 1 ตุลาคม 2567 รถบัสทัศนศึกษาที่รับนักเรียนจากโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี เกิดเพลิงไหม้บริเวณช่วงหน้ารถ เด็ก ๆ จำนวนหนึ่งวิ่งหนีออกมาได้ แต่มีจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถออกมาได้ เสียชีวิตทั้งหมด 23 ราย ประกอบด้วยนักเรียนและครู การสูญเสียจากเหตุการณ์นี้เป็นที่สลดใจต่อสังคมไทยในเวลานั้น แต่ที่เจ็บปวดที่สุด คือการรู้ว่าเหตุครั้งนี้เกิดจากการทุจริตของคนไม่กี่คน
เงินหลักพัน คร่าผู้บริสุทธิ์ 23 ชีวิต
รถบัสนั้นไม่สามารถเปิดประตูฉุกเฉินได้ ทำให้มีผู้โดยสารจำนวนมากหนีออกมาไม่ทัน นี่คือผลพวงของการทุจริตผิดกฎหมายทั้งระบบ ทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดสิงห์บุรี ผลการสอบสวนของ ป.ป.ช. พบว่า มีการจ่ายเงินคันละ 1,500 บาท เพื่อให้ออกหนังสือรับรองและบันทึกผลตรวจถังก๊าซ CNG ผ่านระบบ โดย ไม่ต้องนำรถเข้าตรวจจริง หรือที่เรียกว่า "ตรวจรถทิพย์" และรถบัสคันนี้ควรติดตั้งถังก๊าซได้ 5 ถัง แต่ตรวจพบว่าติดตั้งถึง 11 ถัง เกินมาตรฐานกว่าเท่าตัว
วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดนายช่างตรวจสภาพรถชำนาญการ สำนักงานขนส่งจังหวัดสิงห์บุรี และพวกที่ละเว้นการตรวจสภาพรถและทำรายงานเท็จ เพื่อให้รถโดยสารที่ไม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยนำไปต่อภาษีและใช้งานได้ ส่วนเจ้าหน้าที่ขนส่งมีทั้งความผิดทางวินัยและทางอาญา ส่วนบริษัทรถเอกชนมีความผิดฐานสนับสนุนทางอาญา
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมให้ความเห็นว่า งานวิศวกรรมควบคุมที่ต้องลงลายมือรับรองนั้นมีผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น จึงต้องมีผู้รับรองความปลอดภัย
2 ปี หลังเหตุการณ์รถบัสไฟไหม้
เวลาผ่านไปสองปี ครอบครัวผู้สูญเสียและผู้รอดชีวิตยังคงต้องอยู่กับบาดแผลทั้งกายและใจ ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การทุจริตที่ดูเหมือนเล็กน้อยสามารถทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้มากเพียงใด
- น้องปูอัด ผู้เสียสละ
น้องปูอัด อายุ 9 ขวบ เรียนชั้น ป.3 เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต ตามคำบอกเล่า เมื่อเกิดเพลิงไหม้ น้องวิ่งออกจากรถได้แล้ว แต่ตัดสินใจวิ่งกลับเข้าไปช่วยเพื่อน ช่วยออกมาได้หนึ่งคน แล้ววิ่งกลับเข้าไปช่วยอีกคน และไม่ได้กลับออกมาอีกเลย พ่อของน้องปูอัดเล่าว่า น้องชอบสมุนไพรและมักถามพ่อว่าต้นไม้แต่ละต้นรักษาอะไร น้องชอบช่วยเหลือเพื่อน ๆ แต่เพราะว่าน้องยังเด็กเกินไป ไม่สามารถประเมินความรุนแรงของสถานการณ์ได้ ทำให้การกลับเข้าไปช่วยเพื่อนอีกครั้งนั้น น้องไม่ได้กลับออกมาอีกเลย ปัจจุบัน คุณพ่อยังคงอยู่ในกลุ่มผู้ปกครอง ที่เก็บภาพถ่ายและเรื่องราวของน้องปูอัดในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุเอาไว้ เพื่อรักษาความทรงจำที่มีต่อน้อง
- น้องข้าวตัง ผู้รอดชีวิตมาพร้อมบาดแผลที่สาหัส
น้องข้าวตัง นักเรียนชั้น ป.3 ในวันเกิดเหตุ ปัจจุบันอยู่ชั้น ป.5 รอดชีวิตมาได้เพราะนักเรียนอีกคนช่วยไว้ แพทย์ประเมินว่าแผลไฟไหม้ของเธอประมาณ 32% ของร่างกาย โดยเฉพาะใบหน้าและแขน ที่หนักที่สุดคือการมองเห็น ดวงตาของน้องไม่เป็นปกติ ปัจจุบันเห็นชัดข้างเดียว เธอต้องเข้าห้องผ่าตัดมากกว่า 20 ครั้ง และต้องหยอดตาทุก 2 ชั่วโมง พ่อและแม่ของเธอ ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อดูแลลูก หันมาทำไร่ข้าวโพด 20 ไร่ แม่ที่เคยเป็นพนักงานโรงงานต้องปรับตัวเป็นชาวไร่ ทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ความหวังเดียวของครอบครัวคือให้ลูกมองเห็นและใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนเด็กทั่วไป
แม่จะสู้เพื่อลูก ไหน ๆ เขาก็รอดมาแล้ว เราก็ต้องทำเพื่อเขา
- น้องโมบาย: ผู้รอดชีวิตที่อายุน้อยที่สุด
น้องโมบายเป็นเด็กหญิงที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มผู้รอดชีวิต ตอนเกิดเหตุอายุ 7 ขวบ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีแผลเป็นที่ใบหน้า คุณพ่อเล่าว่าตอนไปเห็นครั้งแรก น้องถูกพันผ้าทั้งหน้าและมือทั้งสองข้าง โกนผม จนคิดว่าไม่รอดแล้ว เธอต้องเข้ารับการผ่าตัด สัปดาห์ละ 3 ครั้งในช่วงแรก ด้วยการตัดเนื้อจากขามาปะเพื่อสร้างเซลล์ผิวใหม่ ดวงตากลับมามองเห็นปกติแล้ว แต่แผลที่ใบหน้าและแขนต้องรักษาต่อเนื่องอีกนับสิบปี แม้จะผ่านเรื่องหนักมาก น้องยังร่าเริงสดใส ชอบเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียน และต้องขออนุญาตลาไปหาหมอทุกเดือน แพทย์และพยาบาลแนะนำให้ช่วยให้น้องยอมรับความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งน้องมักพูดกับพ่อว่า "เดี๋ยวก็หาย"
ไม่เพียงแต่ครอบครัวเด็ก ๆ ผู้เสียหายเท่านั้น แต่เพื่อน ๆ และบุคลากรในโรงเรียนเอง ต่างก็รู้สึกสูญเสียไม่น้อยไปกว่ากัน เมื่อกลับมาเปิดเรียน ครูและนักเรียนที่เหลือต่างร้องไห้ก่อนเริ่มเรียน เด็ก ๆ นึกถึงเพื่อนที่เคยแกล้งกัน เคยแบ่งขนมกัน แล้วน้ำตาก็ไหลโดยห้ามไม่ได้ เพราะเด็กในโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ผูกพันกันเหมือนพี่น้อง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะลืมเพื่อนและครูที่จากไป
ข้อความจากผู้สูญเสีย ถึงผู้ที่คิดจะ “ทุจริต”
คุณพ่อของน้องปูอัดฝากข้อความถึงเจ้าหน้าที่รัฐและพนักงานเอกชนทุกคนที่กำลังคิดจะทุจริตว่า ขอให้ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อไม่ให้ต้องมีเด็กคนใดสูญเสียชีวิตอีก และขอให้เหตุครั้งนี้เป็น "เคสสุดท้าย"
ติดตามในรายการ คุยกับแพะ ตอน แพะตรวจรถทิพย์ เหตุบัสนักเรียนไฟไหม้ วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 22.00 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมย้อนหลังได้ทาง www.thaipbs.or.th/KuiKabPhae




























































