เรือท่องเที่ยวล่องน้ำกก หวั่นสู้ต้นทุนเชื้อเพลิงไม่ไหว
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทางน้ำใน จ.เชียงราย กำลังเผชิญกับผลกระทบแบบโดมิโน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวแม่น้ำกก ที่ต้องแบกรับภาระหนักจาก "ราคาน้ำมัน" ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำเติมปัญหาเดิมเรื่องการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติลดลงอย่างน่าตกใจ จนผู้ประกอบการกังวลว่าอาชีพเดินเรือท่องเที่ยวอาจถึงทางตันหากไร้มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ
วิกฤตซ้อนวิกฤต! จากสารพิษปนเปื้อนสู่ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
ผู้ประกอบการเรือโดยสารบริเวณท่าเรือซีอาร์เชียงราย ต.ริมกก ต้องตกอยู่ในสภาวะซบเซาอย่างหนัก โดยมีปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
- ผลกระทบจากสารพิษ: เดิมทีแม่น้ำกกได้รับผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อน ทำให้นักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นและบรรยากาศการท่องเที่ยวซบเซาลงไปก่อนหน้านี้แล้ว
- ยอดนักท่องเที่ยวลดฮวบ: แม้สถานการณ์ปนเปื้อนจะเริ่มดีขึ้นจนมียอดใช้บริการวันละ 10 เที่ยว แต่เมื่อเกิดเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มหลักอย่างยุโรปและตะวันออกกลางหายไปเกือบหมด ปัจจุบันเหลือเพียงวันละ 1-2 เที่ยว หรือบางวันไม่มีลูกค้าเลย
แบกต้นทุนไม่ไหว! ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใช้ก๊าซ LPG แทนน้ำมันดีเซล
เมื่อราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักปรับตัวสูงขึ้นและมีปริมาณไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการบางส่วนจึงจำเป็นต้องหาทางรอดด้วยการปรับเปลี่ยนเทคนิคการเดินเรือ
- ทางเลือกสู้ราคาพลังงาน: มีการดัดแปลงเครื่องยนต์เรือมาใช้ก๊าซ LPG แทนเพื่อลดต้นทุน แต่กระนั้นต้นทุนการเดินเรือก็ยังถือว่าสูง โดยมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 400 บาทต่อเที่ยว
- เพดานราคาค่าบริการ: ปัจจุบันราคาค่าบริการอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเที่ยว หากราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอีกจนต้องปรับราคาขึ้นตาม จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้โดยสารและซ้ำเติมวิกฤตให้หนักกว่าเดิม
เสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการ: วอนรัฐตรึงราคาเชื้อเพลิงและเร่งกู้คืนระบบนิเวศ
กลุ่มผู้เดินเรือท่องเที่ยวได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อให้เข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนใน 2 มิติสำคัญ
- ด้านพลังงาน: ขอให้ภาครัฐช่วยตรึงราคาเชื้อเพลิงหรือมีมาตรการรองรับเพื่อลดต้นทุนการเดินเรือ
- ด้านสิ่งแวดล้อม: เร่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกอย่างยั่งยืน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านสุขภาพของคนในพื้นที่และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับ "วันน้ำโลก" เครือข่ายเยาวชนอาสาสมัครและประชาชนใน จ.เชียงราย ได้ร่วมกันเดินรณรงค์เรียกร้องให้มีการปกป้องและแก้ไขปัญหาแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน จากสารพิษ เพื่อคืนลมหายใจให้แก่สายน้ำและอาชีพของคนในท้องถิ่น




























































