เช้านั้นวันพุธ
5 ทศวรรษหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สารคดีที่พาย้อนทวนความทรงจำ และสำรวจบาดแผล ในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งสำคัญของชาติ เล่าเรื่องผ่านเสียงของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ประจักษ์พยาน และผู้คนหลากหลายมุมมอง พร้อมตั้งคำถามต่อเราทุกคนว่า นั่นคือครั้งสุดท้ายหรือไม่ที่มีคนล้มตาย หายไป อย่างไรวี่แววของความยุติธรรม
เช้านั้น วันที่ไม่ควรถูกลืม
เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กำลังตำรวจและกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาเข้าล้อมมหาวิทยาลัยที่มีผู้ชุมนุมนั่งอยู่ราว 4,000 คน เสียงปืนลูกแรกดังขึ้นราวตีห้า ขณะที่หลายคนยังหลับ ถนนแดงด้วยเลือด ผู้คนจำนวนมากพยายามว่ายน้ำข้ามเจ้าพระยาหนี บางส่วนไปไม่ถึงฝั่ง
ผู้ชุมนุมที่ถูกกวาดต้อนออกมาที่สนามฟุตบอลถูกสั่งให้ถอดเสื้อและนอนราบกับพื้น ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้หญิง ทางการแถลงว่าเจ้าหน้าที่สั่งให้ถอดเสื้อเพื่อตรวจค้นอาวุธและแยกผู้ต้องหาออกจากประชาชน แต่ผู้อยู่ในเหตุการณ์มองว่านั่นคือการประจานและทำให้อับอาย
มีความสูญเสียเกิดขึ้นอย่างมากในเหตุการณ์นี้ แต่แม้เวลาผ่านไปหลายสิบปี ก็ยังไม่มีใครยอมรับว่าตนเป็นผู้ใช้ความรุนแรง
วันนั้น ที่ตากใบ
วันที่ 25 ตุลาคม 2547 ที่ หน้า สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส การชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัว 6 ชรบ. ผู้ชุมนุมถูกสลายด้วยน้ำแรงดันสูงและกระสุน มะรีกี ดอเลาะ ผู้รอดชีวิตจากเหตุการร์ตากใบ เล่าว่า ผู้คนหนีลงไปในน้ำ กระสุนยิงลงไปในน้ำราวกับฝนตก หลังจากทหารหยุดยิง ทุกคนถูกเรียกให้ขึ้นจากน้ำ ถูกสั่งให้ถอดเสื้อ หมอบกับพื้น ใครเงยหน้าจะถูกพานท้ายปืนตี ก่อนถูกพาขึ้นรถบรรทุก นอนคว่ำซ้อนทับกันหลายชั้น คนข้างล่างหายใจไม่ออก เขาคิดว่าทุกคนในรถคงต้องตาย ก่อนหมดสติ และฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาลปัตตานี อยู่ไอซียู 20 วัน และถูกตัดขาทั้งสองข้างเพื่อรักษาชีวิต
เขาเคยหวังและภาวนาให้ชนะคดี แต่สุดท้าย "ความยุติธรรมนี้มองไม่เห็นเลย"
วันนั้น ที่ไม่เคยลืม การสูญเสียของนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่
เฟิร์น ยุพิน ซาจ๊ะ : กลุ่มรักษ์ลาหู่ เล่าถึงปัญความเสี่ยงเรื่องยาเสพติดของชุมชนชายแดน เธอได้ช่วยเหลือเด็ก ๆ กลุ่มเสี่ยงให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ได้เรียน ได้ทำกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรมชาติพันธุ์ลาหู่ ทำมายาวนานกว่า 20 ปี หนึ่งในบรรดาเด็กเหล่านั้น คือ ชัยภูมิ เด็กขยันที่เคยรับจ้างแบกข้าวโพดตั้งแต่เด็ก ได้รับโอกาสไปเรียน และกลับมาช่วยทำกิจกรรมกับเด็กรุ่นน้อง พร้อมรับช่วงดูแลเด็ก ๆ ต่อจากเธอ แต่แล้ววันหนึ่ง เฟิร์นได้รับข่าวว่า ชัยภูมิถูกทหารยิงเสียชีวิต หลังเดินทางออกจากชุมชนไปเพียงไม่ถึงชั่วโมง ทางเธอพยายามส่งเสียงในโซเชียล แต่กลับถูกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านขอให้หยุด ยุติการต่อสู้คดี แต่เธอก็ไม่ได้หยุดต่อสู้ และชนะในศาลสุดท้าย เธอได้รับค่าชดเชยตามคำสั่งศาล แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่เคยได้รับคำขอโทษจากผู้ที่ทำให้ ชัยภูมิ ต้องจากไป ไม่ทราบแม้กระทั่งว่าคนคนนั้นเป็นใคร และได้รับโทษหรือไม่
รักษาความทรงจำ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม
ผู้เสียหายมักถูกเรียกร้องให้ "ให้อภัยและลืม" แต่นักสิทธิมนุษยชนชี้ว่า การบันทึกและส่งต่อความทรงจำข้ามรุ่นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ หากไม่ส่งต่อ ความทรงจำใหม่จะเข้ามาแทนที่ และลบล้างความชอบธรรมของผู้ถูกกระทำ เช่น การวาดภาพว่าผู้เสียชีวิตเป็น "แนวร่วมที่พกอาวุธ" ซึ่งเป็นภาพที่รัฐพยายามสร้างขึ้น
ความเจ็บปวดที่ยังไม่จางหายส่วนหนึ่งมาจากภาพและเสียงที่ฝังในความจำ และอีกส่วนมาจากการที่ผู้เสียหายและผู้พิการทั้งทางกายและใจ ไม่เคยได้รับการเยียวยาหรือคำขอโทษ
ธงชัย วินิจจะกูล หนึ่งในผู้รอดชีวิต 6 ตุลา บอกว่าความโกรธของเขาหมดไปนานแล้ว ถ้าจะให้ไปทุบตีผู้กระทำกลับคงทำไม่ได้ สิ่งที่ควรมีคือ ศาลพิเศษที่จะเข้ามาสะสาง ปฏิรูปกฎหมายและระเบียบ ว่ากองกำลังติดอาวุธใช้อาวุธได้ในเงื่อนไขใด และเส้นไหนที่ข้ามไม่ได้ เรียนรู้จากหลายประเทศ เช่น ประเทศในละตินอเมริกาและแอฟริกาใต้ ที่ใช้กระบวนการ ความยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) ซึ่งต้องมีทั้งการเปิดเผยความจริงและการเยียวยา
การรื้อฟื้น 6 ตุลามาหลายสิบปีไม่ได้ทำเพราะความแค้น แต่เพราะ สังคมต้องมีบรรทัดฐาน และอยากให้ "บ้านเราอยู่ด้วยความแตกต่างได้โดยไม่ต้องทำร้ายกัน"
ติดตามชมสารคดี เช้านั้นวันพุธ ในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 22.00 น. ทาง Thai PBS




























































